เทพศิรินทร์

DSA Events
SUN
SAT
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
หน้าแรก
ประวัติสมาคมนักเรียนเก่า
ทำเนียบนายกสมาคม
คณะกรรมการสมาคม
ชมรมครูเก่าเทพศิรินทร์
หอเกียรติยศนักเรียนเก่า
บทความจากนักเรียนเก่า
การสนับสนุนโรงเรียน
ตารางเทียบรุ่น
อัลบั้มรูป
อัลบั้มวีดีโอ
เพลงเทพศิรินทร์
เทพศิรินทร์ network
แฟ้มจดหมายข่าว
สมาชิกเว็บฯ ของแต่ละรุ่น
สมัครสมาชิกสมาคมฯ
ติดต่อเรา

โรงเรียนเทพศิรินทร์
Green-Yellow Pages
เว็บบอร์ด

Social Network

facebook twitter youtube


จำนวนครั้งเข้าชม

DSA98 (178)
DSA104 (146)
DSA97 (86)
DSA105 (50)
DSA100 (49)
DSA109 (45)
DSA102 (44)
DSA101 (42)
DSA110 (41)
DSA99 (37)

จำนวนสมาชิกทั้งหมด 1284
จำนวนนักเรียนเก่าทั้งหมด 46719
นักเรียนเก่า - โรงเรียนเก่า
นักเรียนเก่า - โรงเรียนเก่า
โดย : นายประสงค์ บุญเจิม อดีตเอกอัครราชทูต ท.ศ. รุ่น พ.ศ.๒๔๗๐

ได้ทราบข่าวว่า โรงเรียนเทพศิรินทร์ จะมีการฉลองอายุครบ ๑๐๘ปี ผมซึ่งเป็นนักเรียนเก่า (รุ่นแก่) คนหนึ่งจึงมีความยินดีเป็นอันมาก ถ้าหากเป็นบุคคลอายุครบ ๙รอบนักษัตร ซึ่งเป็นเวลายาวนานมิใช่น้อย ผมอยู่โรงเรียนนี้มาตั้งแต่มีชื่อว่า โรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์ นักเรียนแต่งตั้งสวมหมวกฟางเสื้อชั้นนอกขาว กางเกงขาสั้นสีดำจะสวยถุงเท้าและรองเท้าหรือไม่ก็ได้ จนกระทั้งบัดนี้โรงเรียนก็เปลี่ยน ชื่อไปเป็นโรงเรียนเทพศิรินทร์ นักเรียนสวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้น กางเกงขาสั้นสีน้ำตาลและมีครูเป็นหญิงรวมอยู่ด้วย แต่คติประจำโรงเรียน Esprit de Corp ยังคงอยู่ไม่เสื่อมคลาย การกีฬาของโรงเรียนก็ยังเด่นอยู่ตามเดิมเมื่อจะมีการเฉลิมฉลองความเก่าของ โรงเรียน ผมก็ อยากเล่าเรื่องนักเรียนเก่าไว้สู่กันฟังเล็ก น้อย

โรงเรียนเทพศิรินทร์ถือว่าเป็นมงคลและเป็นเกียรติยศอย่างยิ่งที่เคย มีนักเรียนเก่าพระองค์หนึ่ง ซึ่งต่อมาได้เสด็จเสวยราชสมบัติเป็นพระ มหากษัตริย์ของประเทศไทย และ ทรงเป็นที่เคารพบูชายิ่งของประชาชนชาวไทยทั้งมวล นอกจากนี้ยังเคยมีนักเรียนเก่าอื่นๆบางคน ซึ่ง ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทยด้วย แต่ สำหรับนักเรียนเก่า ที่ผมจะกล่าวถึงต่อไปนี้ ไม่ใช่ไทยแท้ แต่ มีเชื้อไทยอยู่ในสาย เลือดท่านได้ก้าวขึ้นไปจนถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศเพื่อนบ้าน เรา จึงนับเป็นเกียรติอย่างยิ่งของนักเรียนเทพศิรินทร์อีกราย หนึ่งด้วยบุคคลนี้คือท่านตนกูอับดุล ราห์มัน ปุตรา อดีตนายกรัฐมนตรีแห้งประเทศมาเลเซีย

ท่านตนกู เป็นทายาทของสุลต่านแห่งรัฐเคดาห์ หรือที่เราเรียกว่าไทรบุรี ส่วนมารดาของท่านเป็นบุตรีของขุนนางไทยผู้หนึ่งซึ่งมีภูมิลำ เนาอยู่แถวนนทบุรี ด้วยเหตุนี้ท่านตนกูจึงมีศักดิ์เป็นเจ้าหรือที่ทางฝ่ายอังกฤษเรียกว่า Prince ของมลายูผู้หนึ่ง เมื่อเยาว์ไวท่านบิดาคือ สุลต่านแห่งรัฐเคดาห์ หรือที่ฝ่ายไทยเราเรียกว่า เจ้าพระยาไทรบุรี ได้ส่งท่านตนกูอับดุล ราห์มัน และตนกูยูซุฟ พี่ชายเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ และได้เข้าเป็นนักเรียนโรงเรียนเทพศิรินทร์อยู่ประมาณ ๒ปี ต่อมาตนกูยูซุฟผู้พี่ ซึ่งรับราชการเป็นนายตำรวจอยู่ในกรุงเทพฯป่วยเป็นไข้ และถึงแก่อนิจกรรม สุลด่านแห่งเคดาห์จึงขอตัวท่านตนกูอับดุล ราห์มันกลับไปอยู่ในมลายูแต่นั้นมา ท่านตนกูอับดุล ราห์มันได้ไปศึกษา วิชากฏหมายที่ประเทศอังกฤษยังมิทันสำเร็จก็กลับเสียก่อนและได้เข้า สู่วงการเมืองตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่๒ ต่อมาท่านได้กลับไป ประเทศอีงกฤษเพื่อศึกษาต่ออีกเมื่อท่านอายุมากแล้ว แต่ก็ได้ศึกษาจนจบ

หลังสงครามโลกครั้งที่๒ ท่านได้ทำการต่อสู้เพื่อความเป็นเอกราชของประเทศมลายูจนเป็นผลสำเร็จได้เป็น ประเทศเอกราชและเปลี่ยน ชื่อเป็นประเทศมาเลเซียตั้งแต่นั้นมา ส่วนตัวท่านตนกูเองได้รับความนิยมนับถือจากประชาชนในฐานะที่เป็นผู้นำต่อสู้ เพื่อเอกราชและได้ รับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของมาเลเซีย ท่านจึงได้รับสมญาว่า บิดาแห่งมาเลเซีย ( Bapa Malaysia)

เมื่อผมได้รับการแต่งตั้งเป็น เอกอัครราชทูตประจำประเทศมาเลเซีย ในปี พ.ศ.๒๕๐๘ ก็ได้ไปเยี่ยมคำนับ ท่านนายกรัฐมนตรี ตามประเพณี เมื่อท่านทราบว่าผมเป็นนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ ก็ให้ความสนิทสนมอย่างดี ปละได้รับสิทธิพิเศษในการติดต่อกับรัฐบาลมาเลเซีย โดยเฉพาะ ตัวท่านเอง ผมมีราชการอย่างใดที่จะต้องขอพบท่าน ก็ไปดักรอท่านที่สนามกอล์ฟ ขอนัดไปพบท่านที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรี ท่านก็อนุญาต โดยไม่ต้องผ่านกระทรวงการต่างประเทศตามระเบียบแบบแผน

ท่านนายกรัฐมนตรีตนกูอับดุล ราห์มัน ให้ความกรุณาแก่ผมเกือบจะเหมือนญาติ ท่านโอภาปราศรัยกับผมอย่างเพื่อน และเรียกผมว่า คุณ ประสงค์ แทนที่จะเรียกว่าท่านทูตบุญเจิม ตามธรรมเนียมฝรั่ง ท่านเคยปรารภเรื่องส่วนตัวกับผมหลายเรื่อง ผมยังจำได้โดยเฉพาะเรื่อง การเสียเชื้อสายของบุคคลในสกุลเจ้านายมาเลเซีย ท่านบอกว่าของไทยมีระเบียบดีคือ บุตรธิดาของเจ้าฟ้าก็เป็นพระองค์เจ้า บุตรธิดาของ พระองค์เจ้าก็เป็นหม่อมเจ้า ตามลำดับ ลงมาถึงหม่อมหลวง แล้วก็เป็นบุคคลธรรมดา แต่ของมาเลเซียบุตรธิดาของสุลต่านก็เป็นตนกูแล้ว ต่อมาลงมาอีกกี่ชั่วคน ก็เป็นตนกูทั้งสิ้น ท่านจึงปรารภว่าเพราะเหตุนี้จึงเป็นธรรมดาที่เราอาจจะได้ผมตนกูเป็นคนทำสวน ก้ได้ เรื่องนาม สกุลก็เหมือนกัน มาเลเซียไม่มีนามสกุล ใช้ชื่อบิดาเรียกขาน อย่างเป็นทางการ เช้น นายอับดุล บุตรนายอาหมัด (Adubi bin Ahmad) หรือ นางสาวโซรยา บุตรีนายอาหมัด (Soraya binte Ahmad) เมื่อ นายอับดุลหรือนางสาวโซรยามีบุตรธิดา คนเหล่านั้นก็จะใช้ชื่อ ของสามีนางแทน คล้ายกลับนามสกุลของเรา วิธีนี้ทำให้ไม่สามารถ สืบสายสกุลต่อไปได้ เพราะใช้เพียงรุ่นของบิดาเท่านั้น ไม่ช้าก็คงลืม กันหมด ว่าเป็นหลานเหลนของใคร ท่านอยากจะให้มีนามสกุลใช้เหมือนเมืองไทย แต่จนชั่วชีวิตของท่าน ก็ไม่สามารถ จะเปลี่ยนแปลง เรื่องทั้งสองที่กล่วนี้ได้เพราะเป็นประเพณีที่เขาใช้กันมาหลายร้อย ปี

อีกเรื่องหนึ่ง ที่ท่าน ขอให้ผม ช่วย และ ความช่วยเหลือ ของผม เป็นผลให้ กรมศิลปากร ของไทย มีระบำชุดโบราณคดีขึ้นมา แพร่หลาย จนบัดนี้ เรื่องมีว่า ท่านตนกูปรารภกับผมว่า ท่านกำลังสร้างภาพยนตร์เรื่องหนึ่งเกี่ยวกับประวัติของราชาแห่งมลายู แต่โบราณสมัยศรีวิชัย มีฉากในท้องพระโรงของราชา ซึ่งท่านต้องให้มีระบำประกอบ แต่หาไม่ได้ จึงขอให้ผม ติดต่อกับกรมศิลปากรของไทย ไปแสดงประกอบ ผมแน่ใจว่าเวลานั้นกรมศิลปากร ก็ไม่มีระบำชุดศรีวิชัย แต่ก็รับปากท่านตนกูแล้วได้ติดต่อกับอธิบดีธนิต อยู่โพธิ์ ในขณะนั้น แนะนำให้ท่าน หาตำรา หรือมิฉะนั้นส่งคนไปดูที่พุทธเจดีย์โบโบบูโด ในอินโดนิเซีย ท่านอธิบดีก็ส่งเจ้าหน้าที่ไปตามที่ผมแนะนำ และได้ลอกลายการแต่ง กายและท่ารำมาประกอบเป็นระบำศรีวิชัยเป็นชุดแรก และ ส่งไปแสดงประกอบการถ่ายภาพยนตร์ที่มาเลเซีย ต่อจากนั้น กรมศิลปากรก็ได้ อาศัยระบำศีวิชัยเป็นต้นแบบคิดระบำสมัยต่างๆขึ้นอีกรวมเป็นหลายชุด ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

เกี่ยวกับเรื่องการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ท่านตนกูต้องลงทุนลงรอนไปมาก วันหนึ่งท่านพูดกับผมว่า ใครๆคงคิดว่าท่านมั่งมีแต่ที่จริงท่าน ต้องขายที่ดินซึ่งเปฯมรดกไปผืนหนึ่ง เพื่อนำเงิามาใช้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ผมไม่ได้ดู ได้ข่าวว่าฉายได้ไม่กี่ครั้งก็เงียบไป ผมคิดว่าทานคงขาด ทุนไปพอดู คงได้รับแต่ความพอใจเท่านั้นกระมัง

ผมรู้จักครอบครัวของ ตนกูอับดุล ราห์มัน เกือบทุกคน ท่านมีพี่ชายอีกคนหนึ่งและน้องสาวอีกสองคน พี่ชายของท่านชื่อตนกู ยี่หวา ซึ่งพูดภาษา ไทยเหมือนคนไทยแท้ ไม่มีสำเนียงแปร่งเลย ผมตั้งใจจะขอทราบเรื่องราวของตระกูลท่านจากตนกูยี่หวา แต่หมดโอกาสเพราะท่านถึงอนิจกรรม หลายปีแล้ว

หลังได้ผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองมาอย่างโชกโชนแล้ว ตนกูอับดุล ราห์มันก็วางมือลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปพำนักอยู่ที่เมือง ปีนัง ใน้ตุนราชัด ซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีในสมัยของท่านกุมบังเหียนการเมืองต่อไป

ในระหว่างนี้ตนกูอับดุล ราห์มันคงจะระลึกถึงตนกูยูซุฟพี่ชายของท่าน ซึ่งเสียชีวิตที่กรุงเทพฯ และสพได้ฝังอยู่ที่สุสานมุสลิมแถวคลองมหา นาค ท่านจึงเดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อจะนำอัฐิไปบรรจุที่ สุสานตระกูลของท่านที่ไทรบุรี ผมได้ไปพบท่านและตามไปดูการขุดอัฐิด้วย เนื่อง จากเป็นเวลาหลายปีมาแล้วจึงมีซากเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย แต่ที่น่าอัศจรรย์คือหีบศพไม้สัก ยังอยู่ในสภาพดีมาก ผมได้แนะนำให้ท่านนำอัฐิมา วางลงบนเปลหาม ซึ่งเตรียมมาแล้วทำการแปรอัฐิเป็นรูปคนตามแบบไทย แล้วท่านก็นำไปขึ้นเครื่องบินทหารของมาเลเซียกลับไป

ตนกูอับดุล ราห์มันยังคงมีจิตใจเป็นนักการเมืองอยู่ตลอดเวลา ท่านได้ติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมืองของมาเลเซียและเขียนบทความลง ในหลังสือพิมม์สตาร์ ซึ่งออกที่ปีนังเป็นประจำตลอดมาจนวาระสุดท้าย

ผมได้ข่าวว่าท่ายป่วยมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ไม่ได้มีโอกาสพบกับท่าน จนกระทั่งเมื่อปลายปี๒๕๓๓ ก็ได้ข่าวจากทางหนังสือพิมม์ว่า ท่านจากไปเสียแล้วเมื่ออายุ๘๐ปีเศษ

รัฐบาลมาเลเซียได้ยกย่องท่านไว้ในฐานะรัฐบุรุษอย่างสมเกียรติ โดยจัดบ้านที่อยู่ให้ในกัวลาลัมเปอร์มีรถยนต์และคนขับให้เสร็จ แต่ท่านใช้ เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่ปีนังจนวาระสุท้าย มาเลเซียได้สูยเสียบุคคลและผู้เสียสละแก่ประเทศชาติอย่างแท้จริง จนได้รับเอกราชมาเป็นประเทศ เสรีประชาธิปไตยและโรงเรียนเทพศิรินทร์ก็ได้สูญเสียนักเรียนเก่าผู้ มีเกียรติรุ่งโรจน์ไปคนหนึ่ง ขอให้ดวงวิญญาณของ ท่านประสพความสุขในสัมปรายภพตามคตินิยมของท่านตลอดไปเถิด

ลงชื่อเข้าใช้

Username
Password
ลืมรหัสผ่าน ?
สมัครสมาชิกเว็บไซต์