เทพศิรินทร์

DSA Events
SUN
SAT
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
หน้าแรก
ประวัติสมาคมนักเรียนเก่า
ทำเนียบนายกสมาคม
คณะกรรมการสมาคม
ชมรมครูเก่าเทพศิรินทร์
หอเกียรติยศนักเรียนเก่า
บทความจากนักเรียนเก่า
การสนับสนุนโรงเรียน
ตารางเทียบรุ่น
อัลบั้มรูป
อัลบั้มวีดีโอ
เพลงเทพศิรินทร์
เทพศิรินทร์ network
แฟ้มจดหมายข่าว
สมาชิกเว็บฯ ของแต่ละรุ่น
สมัครสมาชิกสมาคมฯ
ติดต่อเรา

โรงเรียนเทพศิรินทร์
Green-Yellow Pages
เว็บบอร์ด

Social Network

facebook twitter youtube


จำนวนครั้งเข้าชม

DSA98 (178)
DSA104 (146)
DSA97 (86)
DSA105 (50)
DSA100 (49)
DSA109 (45)
DSA102 (44)
DSA101 (42)
DSA110 (41)
DSA99 (37)

จำนวนสมาชิกทั้งหมด 1284
จำนวนนักเรียนเก่าทั้งหมด 46719
เจ้าคุณพ่อกับลูกชายเชื้อสายเทพ ศิรินทร์
เจ้าคุณพ่อกับลูกชายเชื้อสายเทพศิรินทร์
โดย : ศ.ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน : ผู้บริหารKSC. ,Vice President of ABAC

ในงานชุมนุมเทพศิรินทร์เวียนมาบรรจบ ครบรอบปีอีกครั้งหนึ่งแล้ว ท่านบรรณาธิการหนังสือชื่นชุมนุม ก็ขอร้องให้กรรมการ และสมาชิก สมาคมนักเรียน เก่าเทพศิรินทร์ ช่วยกันเขียนบทความส่งมาลงหนังสือ ในฐานะที่พี่น้อง เพื่อนฝูงทั้งหลายได้กรุณา เลือกผมเป็นกรรมการ สมาคม แล้วผมก็เพิ่งเขียนบทความให้เพียงเรื่องเดียว เมื่อปีที่แล้ว ฉะนั้นปีนี้ผมจึงต้องยอมรับหน้าที่เขียนบทความ ให้อีกเรื่องหนึ่ง ทั้งนี้ก็แล้วแต่ท่านบรรณาธิการ จะพิจารณาว่าเรื่องที่เขียนให้นั้น มีเนื้อหาสาระพอ ที่ท่านสมาชิกทั้งหลายจะสนใจ อ่านหรือไม่

ในต่างประเทศนั้น การจะตัดสินใจว่าโรงเรียนใด ประสบความสำเร็จ หรือไม่อย่างไร ก็ให้ดูจากกรณีศึกษา ของศิษย์เก่า ว่าจบแล้วออกไป ทำงานทำการ ประสบความสำเร็จ หรือไม่ ถ้าศิษย์เก่าประสบความสำเร็จ ในการทำงาน ก็แสดงว่าโรงเรียนประสบความสำเร็จ ในการให้การศึกษาอบรม ฉะนั้นในบทความสั้นๆ ฉบับนี้ผมจะขอเสนอ กรณีศึกษาของศิษย์เก่าเทพศิรินทร์ คู่หนึ่งที่ผมรู้จักดี คือพระยานิติศาสตร์ไพศาล (วัน จามรมาน) ซึ่งเป็นเจ้าคุณพ่อของผม และตัวผมเอง โดยขอตั้งชื่อเรื่องว่า "กรณีศึกษาเรื่องเจ้าคุณพ่อ กับลูกชายเชื้อสายเทพศิรินทร์

เจ้าคุณพ่อมีพี่น้องรวม 6 คน โดยท่านเป็นลูกคนที่ 4 ส่วนผมมีพี่น้อง 31 คน โดยผมเป็นลูกคนที่ 25 ถ้าจะพิจารณาแนวโน้มจากเลข 6 บวก 19 ได้ 25 เลขตัวต่อไปก็อาจจะเป็น 25 บวก 19 ได้ 44 นั่นคือ ถ้าจะพิจารณาจากแนวโน้มผมก็น่าจะมีลูก 44 คน แต่สมัยนี้เห็นจะไม่ไหวหรอกนะครับ สมัยนี้เขามีลูกกัน 2-3 คนก็พอแล้ว ด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น ประการแรกเกี่ยวกับเรื่องแม่ของลูก และประการที่สองเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สมบัติที่จะยกให้ลูก เป็นต้น เกี่ยวกับเรื่องแม่ของลูกนั้น เจ้าคุณพ่อมีคนทำหน้าที่เป็นแม่ของลูก ให้ท่านเป็นสิบคน ซึ่งสมัยนั้นก็ถูกต้องตามกฎหมายหมดทุกคน และท่านก็ให้ความยุติธรรมกับทุกคน โดยมิได้ขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยากรณ์จุลจอมเกล้า ให้ใครเป็นคุณหญิง สมัยนี้ขืนมีคนทำหน้าที่แม่ของลูกให้หลายคน ก็จะให้ความยุติธรรมเท่าเที่ยมกันทุกคนไม่ได้ คงจะต้องมีการแต่งตั้งเป็นหลวงเป็นน้อย แล้วก็จะถูกนินทาแบบที่ว่ามีภรรยามากก็ว่ามีภรรยาน้อย หรือมีภรรยาน้อย ก็ว่ามีภรรยามาก แล้วก็ยังไม่ถูกต้องตามกฎหมายอีกด้วย เพราะปัจจุบันกฎหมายกำหนด ให้มีภรรยาโดยถูกต้องตามกฎหมาย ได้เพียงคนเดียว ถ้าจะมีหลายคนก็เห็นทีจะยุ่งยากไม่น้อย หรือมิฉะนั้นถ้าจะให้ถูกต้องตามกฎหมาย ก็ต้องมีทีละคน

ส่วนเรื่องทรัพย์สมบัติ ที่จะยกให้ลูกนั้น เจ้าคุณพ่อท่านก็ตั้งกฎเกณฑ์ไว้อย่างยุติธรรมว่า เมื่อลูกคนใดเกิดขึ้นมา ท่านก็จะโอนที่ดิน ให้เป็นสมบัติของลูกคนนั้นทันที โดยท่านทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลทรัพย์สินให้ เมื่อลูกคนใดบรรลุนิตภาวะก็มีสิทธิ์ทุกอย่างในทรัพย์สมบัตินั้น โดยอัตโนมัติ ที่อาจจะแปลกสักนิดก็คือ เจ้าคุณพ่อตั้งกฎไว้ว่าถ้าเป็นลูกชาย จะให้ที่ 3 ไร่ครึ่ง ส่วนถ้าเป็นลูกสาว ก็จะให้สองเท่าคือ เป็น 7 ไร่ เมื่อมีใครถามว่า ทำไมถึงให้ลูกสาวมากกว่าลูกชาย ท่านก็จะตอบว่าลูกสาว (สมัยนั้น) คงไม่ต้องส่งเสียให้เล่าเรียนอะไรมากมาย แต่ลูกชายจะต้องส่งเสียให้เรียนจบมหาวิทยาลัย ฉะนั้นท่านจึงต้องหักที่ดินจากลูกชาย เก็บไว้เป็นค่าใช้จ่ายเป็นค่าเล่าเรียน ของลูกชายต่อไป เข้าใจว่าคงไม่มีคนอื่นคิด และทำเหมือนพระยานิติศาสตร์ไพศาลจริงไหมครับ สำหรับที่ดิน ที่เจ้าคุณพ่อยกให้ลูกนั้น ก็เป็นที่บนถนนสุขุมวิทย่านสำโรง โดยท่านซื้อไว้ในราคาไร่ละ 80 บาท ซึ่งปัจจุบันนี้ราคาก็ขึ้นไปสูงกว่านั้นมากมาย ความจริงเมื่อสมัยที่ท่านซื้อนั้น ที่แถวสุขุมวิทย่านสำโรงราคาเท่าๆ กับสุขุมวิทย่านซอยอโศกหรือแถวๆ อโศก แต่ท่านไปเลือกแถวสำโรง เพราะท่านคิดว่าสำโรงอยู่ใกล้ปากน้ำ จึงควรจะเจริญเร็วกว่าย่านอโศก ซึ่งไม่ได้ใกล้อะไรที่สำคัญตอนนั้นเลย สำหรับผมมีลูกเพียง 2 คนก็ได้เจริญรอยตามเจ้าคุณพ่อ โดยมอบที่ดินให้เป็นสมบัติส่วนตัวคนละพอประมาณ แต่น่าเสียดายที่หาซื้อไม่ได้ในราคาไร่ละ 80 บาท ไม่งั้นจะได้ไม่ต้องเปลืองเงินมาก

เจ้าคุณพ่อ จบการศึกษาชั้นมัธยมจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ ซึ่งขณะนั้นเรียกกันว่า โรงเรียนสวนกุหลาบอังกฤษ ส่วนผม เจ้าคุณพ่อก็ฝากให้เข้าเรียนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ ตั้งแต่ชั้นมัธยมหนึ่ง จนจบชั้นมัธยมหก แต่เรียนเพียงห้าปี เพราะได้ข้ามชั้นจากมัธยมห้า ไปมัธยมหก

จากโรงเรียนเทพศิรินทร์ เจ้าคุณพ่อไปเป็นนักเรียนล่าม ประจำศาลฎีกา ศาลแพ่ง ศาลอุทธรณ์ และศาลคดีต่างประเทศ และศึกษากฎหมาย ที่โรงเรียนกฎหมายจนสำเร็จการศึกษา เป็นเนติบัณฑิตไทยเมื่ออายุได้ 22 ปี ส่วนผมเมื่อจบชั้นมัธยมหก จากเทพศิรินทร์แล้วก็ไปต่อที่ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เมื่อจบเตรียมอุดมศึกษา แล้วพอผมจะเข้ามหาวิทยาลัย เจ้าคุณพ่อก็อยากให้เรียนกฎหมายเหมือนท่าน แต่คุณแม่คิดว่าแพทย์ดีกว่า และท่านเห็นว่าผมสอบได้ เป็นหนึ่งในห้าสิบคนแรกของประเทศไทย น่าจะสอบเข้าแพทย์ได้ เพื่อจะได้ไม่เป็นการลำเอียง เข้าข้างเจ้าคุณพ่อ หรือคุณแม่ผมก็เลยไปเลือกตามเพื่อน คือเลือกเรียนวิศวกรรมศาสตร์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วจบปริญญาตรีวิศวกรรมโยธา โดยเผอิญสอบได้คะแนนสูงสุด ของรุ่นเมื่ออายุได้ 21 ปี

เมื่อจบปริญญาตรีแล้ว เจ้าคุณพ่อก็เข้ารับราชการ เป็นผู้พิพากษาศาลคดีต่างประเทศ ส่วนผมก็เรียนต่อ ระดับปริญญาโท โดยตอนนั้น ในเมืองไทยก็มีการตั้ง บัณฑิตวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ ส.ป.อ. (ส.ป.อ. ย่อมาจาก สนธิสัญญาป้องกันเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และหน่วยงานนี้ต่อมา ก็แยกตัวเป็นอิสระ และเปลี่ยนชื่อเป็น สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย) แล้วผมก็เผอิญสอบแข่งขันได้ เป็นหนึ่งในสามคน ที่ได้ทุนการศึกษาเต็มที่ ที่จริงทุกคนก็ได้ทุนทั้งนั้นแต่คนอื่นๆ ได้เป็นทุนเฉพาะบางส่วน เช่นทุนค่าเล่าเรียนอย่างเดียว ไม่รวมค่ากินอยู่ เป็นต้น ที่บัณฑิตวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ ส.ป.อ. ตอนนั้นมีสาขาวิชาเพียงสาขาเดียว คือ สาขาชลศาสตร์ ฉะนั้นผมก็เลยไม่ต้องเลือกสาขาทั้งๆ ที่สาขานี้ชาวบ้านไม่ค่อยจะรู้จักว่าทำอะไรกัน ฉะนั้นจึงขออธิบายไว้ตรงนี้ว่า สาขาชลศาสตร์ คือสาขาที่ศึกษาเกี่ยวกับน้ำครับ เช่น เกี่ยวกับระบบชลประทาน และเกี่ยวกับระบบน้ำประปา เป็นต้น ผมเรียนจนจบปริญญาโท โดยเผอิญสอบได้เป็นที่หนึ่งของรุ่น ที่จริงก็ไม่ได้เผอิญหรอกครับ เป็นการตั้งใจมากกว่า ทั้งนี้ในการเรียนปริญญาโท ตอนแรกนั้นผมไม่เคยคิดเลยว่า จะสอบได้เป็นที่หนึ่งเพราะในบรรดานักศึกษา 18 คน ในรุ่นแรกนั้นมีนักเรียนรุ่นเดียวกับผมเพียง 2 คน นอกนั้นเป็นรุ่นพี่ และรุ่นอาจารย์ทั้งนั้น เผอิญในการสอบซ้อมครั้งแรก ในเทอมแรกนั้น มีคนได้คะแนนสูงใกล้เคียงกัน 3 คน ซึ่งรวมผมอยู่ด้วย และอีก 2 คน ก็เป็นรุ่นพี่ของผม เมื่อเห็นผลสอบครั้งแรกแล้ว ผมก็เลยได้กำลังใจ และจัดทำตารางจดคะแนนการบ้าน คะแนนการสอบ ผลสอบครั้งแรก แล้วผมก็เลยได้กำลังใจ และจัดทำตารางคะแนนการบ้าน คะแนนการสอบซ้อม วางแผนว่าจะต้องทำคะแนนคราวต่อๆ ไปอย่างไร จึงจะได้ที่หนึ่ง ทั้งนี้เพราะวิทยาลัยเขาประกาศไว้ว่าใครได้ที่หนึ่ง จะได้ทุนไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอก ในการสอบบางครั้งนั้นเพื่อจะให้ได้คะแนนสูง พอผมก็ต้องดูหนังสือ สามวันสามคืนติดต่อกัน เมื่อง่วง เมื่อใดก็นอนโดยตั้งนาฬิกาปลุกไว้ ให้นอนครั้งละเพียง 1-2 ชั่วโมง เมื่อนาฬิกาปลุกตื่นขึ้นมาก็ไปอาบน้ำ แล้วมาดูหนังสือต่อจนง่วงก็นอน โดยตั้งนาฬิกาปลุกไว้อีก ปรากฏว่าเมื่อจบปริญญาโท ก็ได้ผลสมความพยายาม คือ ได้คะแนนเป็นที่หนึ่งได้ทุน ไปทำปริญญาเอกต่อที่อเมริกา วิทยานิพนธ์ปริญญาโทของผมนั้นรู้สึก จะมีชื่อหัวข้อเรื่องที่ยาวที่สุดหัวข้อหนึ่ง คือแปลเป็นไทยได้ว่า "การออกแบบ การก่อสร้าง และการทดสอบสมรรถภาพ ของเครื่องสูบน้ำแบบไหลตามแนวแกน เพื่อใช้กับเครื่องยนต์เรือหางยาวแบบไทย"

เมื่อเจ้าคุณพ่อจบปริญญาตรี และเข้ารับราชการเป็นผู้พิพากษาศาล คดีต่างประเทศอยู่ได้ประมาณ 2 ปี ท่านก็ได้ทุนกระทรวงยุติธรรม ไปศึกษาวิชากฎหมาย ณ ประเทศอังกฤษ โดยเข้าศึกษา ณ สำนักเกรย์อินน์ เจ้าคุณพ่อจบการศึกษาเป็นเนติบัณฑิตอังกฤษ เมื่ออายุได้ 28 ปี แล้วหาประสบการณ์ต่อในต่างประเทศ โดยเข้าฟังบรรยายพิเศษที่ อินน์สออฟคอร์ต แล้วจึงกลับประเทศไทย โดยเข้ารับราชการต่อ ในตำแหน่งผู้พิพากษาศาลอาญา

ส่วนผมเมื่อจบการศึกษาในประเทศไทย ในระดับปริญญาโทแล้ว ก็เข้ารับราชการเป็น อาจารย์บัณฑิตวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ ส.ป.อ. ซึ่งตอนนั้นสังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปรากฏว่าตามระเบียบราชการขณะนั้น จะต้องรับราชการมาแล้วครบหนึ่งปี จึงจะมีสิทธิ์ลาไปศึกษาต่อต่างประเทศได้ แต่เพื่อไม่ให้เสียเวลารอศึกษาทางราชการ ก็กรุณาสั่งให้ผมไปปฏิบัติราชการ ณ สหรัฐอเมริกา เมื่อรับราชการ มาได้เพียงประมาณ 6 เดือน โดยไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอก ซึ่งปกติแล้วจะใช้เวลากัน 3-7 ปี แต่ผมอยากจบเร็วๆ จึงตั้งหน้าตั้งตาเรียน และทำการบ้าน และเขียนวิทยานิพนธ์เฉลี่ยวันละประมาณ 18 ชั่วโมง จึงจบการศึกษาปริญญาเอก ในเวลาเพียง 2 ปีครั้ง โดยจบด้านคอมพิวเตอร์ จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งจอร์เจีย์ สหรัฐอเมริกา แล้วก็เจริญรอยตามเจ้าคุณพ่อ คือ หาประสบการณ์ต่อในต่างประเทศ แต่ที่ต่างกันก็คือ เจ้าคุณพ่อหาประสบการณ์อยู่ ไม่ถึงปีโดยการศึกษาเพิ่มเติม แต่ผมหาประสบการณ์อยู่กว่า สิบปีโดยการทำงาน



ในการทำงาน เจ้าคุณพ่อประสบความสำเร็จ ในสายวิชาชีพของท่าน อย่างสูงยิ่ง คือ ท่านได้เป็นเจ้ากรมกองการต่างประเทศ กรมราชเลขาธิการ เป็นผู้ช่วยราชเลขาธิการฝ่ายต่างประเทศ เป็นอธิบดีกรมพระอาลักษณ์ เป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา เป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลคดีต่างประเทศ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รักษาการแทนพระยามานราชเสวี ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่ากระทรวงการคลัง รักษาการแทนพระยาพหลพยุหเสนา ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และตำแหน่งอื่นๆ ที่นายกรัฐมนตรี เป็นระหว่างพระยาพหลฯ ลาป่วยประมาณ 6 เดือน (มิถุนายน-พฤศจิกายน พ.ศ. 2478) นอกจากนั้น พระยานิติศาสตร์ไพศาล ยังเป็นคณบดีคนแรก ของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นอาจารย์สอนกฎหมายที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นกรรมการ และประธานกรรมการต่างๆ มากมาย อาทิ เป็นประธานกรรม การร่างกฎหมายคุ้มครองวรรณกรรม และศิลปกรรม เมื่อ พ.ศ. 2462 เป็นเลขาธิการกรรมการองคมนตรี เป็นเลขานุการเสนาบดีสภา เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานกรรมาธิการพิจารณาเรื่อง การปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการ เป็นศาสตราจารย์วิสามัญมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และการเมือง รักษาการณ์ แทนหลวงประดิษฐ์มนูธรรมสนตำแหน่ง ผู้ประศาสน์การธรรมศาสตร์ เป็นประธานกรรมาธิการพิจารณา บำเหน็จความชอบในการปราบกบฎ เป็นประธานอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน กระทรวงยุติธรรม เป็นประธานกรรมาธิการวิสามัญร่างธรรมนูญศาลยุติธรรม เป็นประธานกรรมการสะสางกฎหมายเก่า ที่ขัดกับระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย เป็นประธานกรรมการตรวจพิจารณาข้อสังเกต ของนานาชาติเกี่ยวกับกฎหมายไทย เป็นประธานกรรมการตามพระราชบัญญัติจัด การป้องกันรัฐธรรมนูญ เป็นประธานกรรมการธนาคารออมสิน เป็นต้น

ในการทำงานของลูกชาย ก็ประสบความสำเร็จพอประมาณ เช่น ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์ ระดับ 11 สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย และพัฒนาปัญญา ประดิษฐ์ และซอฟต์แวร์สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง เป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เป็นประธานกรรมการบัณฑิตวิทยาลัยระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์ และประธานกรรมการบัณฑิตวิทยาลัย การจัดการงานคอมพิวเตอร์ และวิศวกรรม มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ นอกจากนั้น ก็เคยเป็นรองศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยอัลเบอร์ตา ที่แคนาดา เคยเป็นผู้อำนวยการบัณฑิตวิทยาลัยคอมพิวเตอร์ ที่มหาวิทยาลัยมิสซูรี สหรัฐอเมริกา เคยเป็นศาสตราจารย์คอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา เคยเป็นศาสตราจารย์หัวหน้าวิชาคอมพิวเตอร์ และนายกสโมสรข้าราชการ ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เคยเป็นกรรมการผู้จัดการ และผู้จัดการศูนย์คอมพิวเตอร์ บริษัท บางกอกดาต้า เซนเตอร์ เคยเป็นที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพฯ จำกัด เคยเป็น นายกสมาคมประมวลผลเพื่อการพัฒนาประเทศ เคยเป็นประธานสมาคมคอมพิวเตอร์นานาชาติ สาขาประเทศไทย เคยเป็น กรรมการสมาคมสถาบันวิศวกรไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ แห่งประเทศไทย เคยเป็น ประธานชมรมนักวิชาการคอมพิวเตอร์ เคยเป็นนายกสมาคมนักเรียนเก่าสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย เคยเป็นเลขาธิการ และประธานวิชาการสมาคมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย เคยเป็น ผู้อำนวยการโครงการวิจัยคอมพิวเตอร์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลแคนาดา รัฐบาลอเมริกัน รัฐบาลไทย มูลนิธิฟอร์ด และองค์การระหว่างประเทศ เคยเป็นที่ปรึกษาบริษัทต่างๆ เคยเป็นประธานกรรมการบริษัทคอมพิวเตอร์ และสหวิทยาบริการ จำกัด เคยเป็นประธานกรรมการบริษัทไอทีทีไอ จำกัด เคยเป็นกรรมาธิการที่ปรึกษาระหว่างประเทศ ขององค์การสารสนเทศระหว่างรัฐบาล เคยเป็นบุรุษคอมพิวเตอร์แห่งเอเซีย เคยเป็นที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี เคยเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีวิทยาศาสตร์ฯ เคยเป็นที่ปรึกษาสำนักปลัดบัญชีทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด เคยเป็นประธานกรรมการแต่งตำราคอมพิวเตอร์ กระทรวงศึกษาธิการ เคยเป็นประธานกรรมการแต่งตำราคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เคยเป็นกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ กรรมการข้าราชการพลเรือน ในมหาวิทยาลัย ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เคยเป็นประธาน อกม. หลายชุด พิจารณาตำแหน่งศาสตราจารย์ ด้านวิศวกรรมไฟฟ้าโยธา สถาปัตยกรรมศาสตร์ คอมพิวเตอร์ สถิติ คณิตศาสตร์ เคยเป็นประธานกรรมการเปิดดำเนินการ สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ สถาบันอุดมศึกษาเอกชน เคยเป็นประธานกรรมการ หลักสูตรคอมพิวเตอร์มหาวิทยาลัยของรัฐ เคยเป็นอนุกรรมการพิจารณาแก้ไขปรับปรุง กฎหมายลิขสิทธิ์ และสิทธิข้างเคียง กระทรวงพาณิชย์ เคยเป็นกรรมการอำนวยการ และประสานงานระบบสารนิเทศทางวิชาการแห่งชาติ เคยเป็นประธานดำเนินการสัมมนาวิชาการคอมพิวเตอร์ไทย 90 เคยเป็น ประธานสภาคณาจารย์ พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เคยเป็นรองประธานที่ประชุม และเคยเป็นประธานที่ประชุมประธานสภาอาจารย์ มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เคยเป็นกรรมการสภาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เคยเป็นกรรมการสภาสถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เคยเป็นกรรมการสภาสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย เป็นต้น

สรุปแล้วทั้งเจ้าคุณพ่อ และลูกชายที่เป็นเชื้อสายเทพศิรินทร์ ในแง่ที่เป็นนักเรียนเก่า โรงเรียนเทพศิรินทร์ด้วยกันทั้งคู่ ก็ได้แสดงให้เห็นว่าโรงเรียนเทพศิรินทร์ เป็นแห่งการศึกษาที่ดีเยี่ยมแหล่งหนึ่ง ของประเทศไทย มีนักเรียนเก่าออกไปทำงานทำการ ประสบความสำเร็จกันอย่างมากมาย ทั้งที่เป็นพ่อลูกเป็นคู่อย่างในบทความฉบับนี้ และที่เป็นคนเดียวเดี่ยวๆ ไม่ได้มีพ่อเป็นศิษย์เก่าเทพศิรินทร์ ก็ล้วนแต่ประสบความสำเร็จกันมากบ้างน้อยบ้าง และถึงอย่างไรโดยสายเลือดเทพศิรินทร์ร่วมกัน เราก็จะรักษากันมั่นคง ช่วยกันลงแรงลงใจให้โรงเรียนเทพศิรินทร์ ของเราพัฒนาสถาพรสืบไป

ข้าราชการ ซี 11 คนหนึ่ง
ระลึกถึงความหลังครั้งอยู่เทพศิรินทร์

ในการจัดทำหนังสือชื่นชุมนุม ปี 2523 นี้ ทางคณะผู้จัด ได้กรุณาขอให้ผมเขียนเรื่องระลึก ถึงความหลังครั้งอยู่เทพศิรินทร์ ผมจึงขอน้อมรับด้วยความรู้สึกเป็นเกียรติ์อย่างยิ่ง แต่ถ้าเล่าเรื่อง ขาดตกบกพร่องไปก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย

ผมไปอยู่อเมริกาและแคนาดาเป็น เวลานานถึง 14 ปี ทั้งนี้ก็เพื่อรอให้ได้รับบรรจุที่สถาบัน บัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ได้รับเชิญเป็นที่ปรึกษามูลนิธิฟอร์ด ไปช่วยงานด้านคอมพิวเตอร์ที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่เชียงใหม่นั้น มีอยู่คราวหนึ่งมีพระเอกภาพยนตร์ผู้ยิ่งใหญ่ชื่อ สมบัติ เมทะนี วิ่งเข้ามากอดผมแล้วถามว่าจำได้ไหม ผมก็ตอบว่าจำได้แน่เพราะคุณเป็น พระเอกหนังใคร ๆก็ต้องจำได้ สมบัติเขาตอบว่าอย่างไรรู้ไหมครับ เขาบอกว่าจำไม่ได้แหง ที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ครั้งเทพศิรินทร์

ผมต้องขอโทษสมบัติจริง ๆ ที่ตอนนั้นจำไม่ได้ว่าเคยเป็นเพื่อนกันที่เทพศิรินทร์ พอมานึกดูอีกที ก็จำชื่อได้ว่า ชื่อใกล้ๆ กับผมก็มี ศรีศักดิ์ ศักดิ์สม สมบัติ สมบูรณ์ ...ผมจำได้ว่า สมบัติเป็นเด็กผู้ชาย ผอมๆบอกจริง ๆ นะครับว่า ตอนนั้นผมก็ไม่ได้คิดว่าสมบัติเขาหล่อเหลาเอาการมากมายอะไรนัก ไม่ได้ คิดเลยว่าพอโตขึ้นมาจะกลายเป็นดาราระดับพระเอกไปได้

ผมเข้าโรงเรียนเทพศิรินทร์ ตั้งแต่ชั้นมัธยม 1 โดยที่เจ้าคุณพ่อคือ พระยานิติศาสตร์ไพศาลย์ (วัน จามรมาน) เคยเป็นนักเรียนเก่า เจ้าคุณพ่อมีภรรยาหลายคน ทุกคนถูกต้องตามกฏหมาย สมัยนั้น ท่านมีลูก 31 คน ที่รุ่นราวคราวเดียวกับผม ก็มีพี่ชาย 2 คนชื่อ ศักดิ์สม กับ บูรณศิริ เราสามคนเข้าชั้น มัธยมปีที่ 1 พร้อมกัน มีคุณครูแฉ่งเป็นคุณครูประจำชั้น ท่านน่ารักและเอาใจใส่นักเรียนทุกคนอย่างดีมาก รู้สึกว่าท่านจะสอนได้ทุกวิชา รวมทั้งวิชาภาษาอังกฤษท่านก็สอนให้ อย่าให้เล่าเลยนะครับว่าการออกเสียง ภาษาอังกฤษของพวกผมเป็นอย่างไรบ้าง ฝรั่งต้องถามเลยครับว่าเรียนมาจากไหน

สมัยนั้นบ้านผมอยู่ถนนข้าวสาร อำเภอพระนคร จังหวัดพระนคร ใกล้ ๆ กับสนามหลวงละครับ ผมหัดว่ายน้ำโดยแบกต้นกล้วยจากบ้านไปหัดที่คลองหลอด ตอนกลางคืนเจ้าคุณพ่อไม่อยากให้ออกไป ซนกันนอกบ้าน ท่านบังคับให้นอน พวกเราก็เข้านอนรอสักพักหนึ่งก็พากันปีนหน้าต่างปีนรั้วออกมานอก บ้านไปวิ่งเล่นไล่จับกันที่ถนนราชดำเนินใน ตั้งแต่กรมประชาสัมพันธ์ ไปสี่แยกคอกวัว ไปอนุสาวรีย์ ประชาธิปไตยวนไปวัดบวร เข้าซอยรามบุตรี วน ๆอยู่ รอบ ๆบ้านนั่นเอง สนุกอย่าบอกใครเชียวแล้วก็ ปลอดภัยด้วยเพราะรถราก็ไม่ค่อยจะมีอย่างบ้านเจ้าคุณพ่อ สมัยนั้นไม่นับคนใช้ก็อยู่กันตั้ง 40-50 คน แต่มีรถยนตร์คันเดียวเท่านั้น สมัยนี้บ้านผมไม่นับคนใช้ก็อยู่กันเพียง4 คน แต่ต้องมีรถยนตร์ 4 คันจึง จะไปไหนมาไหนได้สะดวก

ตอนเช้าก็ตื่นแต่เช้าจะขี้นรถ รางจากบางลำภูไปยศเสเลยก็ได้ แต่ต้องเสียค่าโดยสารเป็น 3 ช่วง เราจะประหยัดก็เลยเดินจากบ้านผ่านโรงเรียนสตรีวิทยา อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปขึ้นรถรางที่เสาชิงช้า ใกล้ ๆ โรงเรียนเบญจมราชาลัยเสียค่าโดยสารเพียงช่วงเดียวไปลงที่หน้าโรงเรียนสตรี ทัดสิงหเสนีย์ เดินอ้อมไปโรงเรียนสายปัญญามาถึงโรงเรียนเทพศิรินทร์ ปรกติจะถีงโรงเรียนก่อนโรงเรียนเข้า ก็เล่น อะไรกันอย่างที่เด็กสมัยนี้เขาไม่เล่น เช่น เล่นลูกหินหยอดหลุม ทอยกอง เป่าหนังยางเป็นต้น

ถึงเวลาเข้าแถว คุณครูก็เอาไม้จิ้มฟันมาวัดผมและวัดกางเกง คือผมจะต้องสั้นเกรียน ถ้าผมใคร ยาวกว่าไม้จิ้มฟันที่คุณครูหักเอาไว้แล้วคุณครูท่านก็จะช่วยตัดให้ แต่ไม่ทราบว่าท่าน ไม่ได้เป็นช่างตัดผม หรืออย่างไร ท่านตัดให้ใครก็ต้องรีบวิ่งไปร้านตัดผมใหม่ทุกที มิฉะนั้นหมาอาจจะเห่าไม่หยุดก็ได้กางเกง ขาสั้นก็ต้องยาว ถ้าใครชายกางเกงสูงกว่าหัวเข่าเกินไม้จิ้มฟันก็จะถูกทำโทษ บางคนอาจจะคิดว่า ตัวหล่อเหลาซะเต็มประดา แต่รู้สึกจะได้ยินนักเรียนผู้หญิง เรียกว่า ลุงเชย

สมัยนั้นนักเรียนชอบล้อชื่อพ่อกัน มีเพื่อนตัวโตคนหนึ่งชอบล้อชื่อพ่อคนอื่นเป็นประจำ ใคร ๆ ก็ ไม่กล้าทำอะไรเพราะเพื่อนคนนั้นตัวโตกว่า พวกผมพี่น้อง 3 คนถูกล้อชื่อพ่อเข้าบ่อยๆก็สมคบกันรุมซ้อม เพื่อนคนนั้นผมเป็นน้องเล็กกว่าเพื่อน มีแรงน้อยกว่าพวกพี่ ๆเขาก็เลยใช้สมองช่วย โดยวิ่งขึ้นไปแอบดัก รออยู่ที่หัวบันไดหอประชุมพอเจ้าคนชอบล้อชื่อพ่อ วิ่งหนีพี่ชายผม 2 คนขึ้นมาจะถึงหัวบันไดหอประชุม ผมก็จับหัวบันไดไว้ยื่นเท้าออก ไปต้อนรับ เจ้าคนนั้นกลิ้งลงบันไดไป นับว่าได้ผล ไม่มีการล้อชื่อพ่อต่อไป

ในการเรียนวิชาลูกเสือมีการสอบ จุดไฟหุงข้าวทำกับข้าว การจุดไฟสมัยนั้นไม่ได้จุดไฟแก๊ส นะครับและจะต้องจุดถ่าน และจะต้องพยายามใช้ไม้ขีดเพียงก้านเดียวเพื่อที่จะไม่ต้องใช้ไม้ขีดเกิน 1ก้าน บางคน ก็เลยเอาน้ำมันก๊าดพรมถ่านเอาไว้ นอกจากนั้นก็มีการเดินทางไกลจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ ไปเขาดินตอนนั้นจำได้ว่าอยู่ ม.3 แล้วคือค่อนข้างจะโตเป็นหนุ่มแล้ว แต่พอไปถึงเขาดินต่างก็รู้สึกว่ามันร้อน และเหนื่อย น่าจะลงเล่นน้ำ แต่ไม่ได้เตรียมชุดอาบน้ำไป ก็เลยถอดเครื่องแบบลูกเสือออก ลงเล่น กันในชุดวันเกิดจำได้ว่ามีฝรั่งมาถ่ายรูปโป๊เอาไว้ด้วย หวังว่ารูปเหล่านี้คงจะไม่ปรากฎขึ้นมานะครับ

ตอนสอบภาคแรกของม.5 ผมเผอิญสอบได้ที่ 1 ได้คะแนนเกิน90% พอโรงเรียนเปิดภาค เรียนที่ 2 กำลังนั่งเรียนอยู่ในวันแรก คุณครูก็มาเรียกชื่อ แล้วบอกว่าให้พาสชั้นขึ้นไป ม.6 วันนั้นเลย พวกพี่ๆก็ให้ความกรุณาเป็นอย่างมากทุกคน รวมทั้ง สมบัติ เมทะนี ,ประเทศ สูตะบุตรและประพจน์ สาครบุตร เป็นต้น

เรียน ม.6 ไปได้ไม่กี่วันก็มี การสอบซ่อม ปรากฎว่าผมสอบวิชาเลขคณิตและพีชคณิต ได้คะแนนเต็มเพราะพอจะเดาได้ แต่วิชาเรขาคณิตสอบตกไม่เป็นท่าเพราะไม่ได้เรียนทฤษฎี ของ ม.5 สองภาคแรก ต่อจากนั้นผมก็เลยเร่งท่องทฤษฎีและทำแบบฝึกหัดเรขาคณิตเป็น การใหญ่บางคืนท่องทฤษฎีและแบบฝึกหัดไม่เสร็จ แต่ง่วงนอนมากก็เลยหลับไป ปรากฎว่า เอาไปฝันต่อไปพิสูจน์ทฤษฎีเรขา คณิตได้ในฝัน ตกใจตื่นขึ้นมาก็เลยจดเอาไว้แล้วกลับไปนอนต่อ

พอจบ ม.6 จะลาออกไปเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาตามแฟชั่นสมัยนั้นซึ่งก็ยังคงเป็น แฟชั่นสมัยนี้อยู่คุณครูที่เทพศิรินทร์โกรธมาก แต่พวกเราวัยรุ่นใจรัอนหลายคนก็ลาออกจนได้

ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้เรียน ม.7และ ม.8 ที่เทพศิรินทร์และถึงแม้ว่าจะเรียนเทพศิรินทร์แค่ 5 ปี ผมรู้สึกว่าเป็นชาวเทพศิรินทร์เต็มตัว100% และ ยังมีเพื่อน ถึง 2รุ่นคือ รุ่น ม.1-5และ รุ่น ม.6

ถึงตอนนี้พวกเราก็ได้เป็นใหญ่ เป็นโตกันมากมายหลายคน ในด้านราชการพลเรือน ก็ได้ ระดับสูงสุดถึงซี 11 ซึ่งผมก็เผอิญได้เป็นกับเขาคนหนึ่งด้วย ทางด้านราชการทหาร และตำรวจ ก็ได้เป็นนายพลกัน ทางด้านเอกชนก็เป็นกรรมการผู้จัดการกันมากมายและด้านการบันเทิงก็ได้ เป็นดาราระดับพระเอก สรุปแล้วไม่ว่าใครจะเป็นอะไร พวกเราก็ยังคงเป็นชาวเทพศิรินทร์ทุกคน พวกเราพร้อมเสมอที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันและพร้อมเสมอที่จะรับ ใช้โรงเรียนเก่า อันเป็นที่รักยิ่งของเราตลอดไป.

ลงชื่อเข้าใช้

Username
Password
ลืมรหัสผ่าน ?
สมัครสมาชิกเว็บไซต์