เทพศิรินทร์

DSA Events
SUN
SAT
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
หน้าแรก
ประวัติสมาคมนักเรียนเก่า
ทำเนียบนายกสมาคม
คณะกรรมการสมาคม
ชมรมครูเก่าเทพศิรินทร์
หอเกียรติยศนักเรียนเก่า
บทความจากนักเรียนเก่า
การสนับสนุนโรงเรียน
ตารางเทียบรุ่น
อัลบั้มรูป
อัลบั้มวีดีโอ
เพลงเทพศิรินทร์
เทพศิรินทร์ network
แฟ้มจดหมายข่าว
สมาชิกเว็บฯ ของแต่ละรุ่น
สมัครสมาชิกสมาคมฯ
ติดต่อเรา

โรงเรียนเทพศิรินทร์
Green-Yellow Pages
เว็บบอร์ด

Social Network

facebook twitter youtube


จำนวนครั้งเข้าชม

DSA98 (178)
DSA104 (146)
DSA97 (86)
DSA105 (50)
DSA100 (49)
DSA109 (45)
DSA102 (44)
DSA101 (42)
DSA110 (41)
DSA99 (37)

จำนวนสมาชิกทั้งหมด 1284
จำนวนนักเรียนเก่าทั้งหมด 46719
“แม้นศึกษาสถาน...เนิ่นนานผ่านศตวรรษ”

“แม้นศึกษาสถาน...เนิ่นนานผ่านศตวรรษ”

         

เสียงดังจอแจในชั้นเรียนเงียบสงัดลงทันที เมื่อหญิงร่างท้วม สวมแว่นสายตาหนาเตอะย่างกรายเข้ามาในห้องด้วยท่วงท่าที่กระฉับกระเฉงเช่นเคย ...แน่ละใครจะกล้าส่งเสียงตึงตัง เพราะทุกคนต่างก็หวาดหวั่นต่อสายตาเข้มงวดเฉียบคมของคุณครูยุพยง...

          “สวัสดีค่ะนักเรียน หยิบหนังสือวิชาสุภาพบุรุษลูกแม่รำเพยขึ้นมาสิ”เสียงแหลมกังวานใสเคร่งขรึม กล่าวขึ้นเรียบๆด้วยมาดของครูโบราณดังขึ้น นักเรียนทุกคนต่างก็กระวีกระวาดหยิบหนังสือขึ้นมาวางบนโต๊ะอย่างไม่รอช้า

          เมื่อสังเกตว่าทุกคนมีหนังสือพร้อมแล้ว เธอจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงอันดัง นักเรียนทั้งห้องฟังอย่างเงียบกริบ ไม่จำเป็นจะต้องมีเครื่องขยายเสียงสักตัวเดียวสำหรับครูโบราณเช่นเธอ “นักเรียนคงจำกันได้ว่าชั่วโมงที่แล้ว เราได้รับทราบกันไปแล้วว่า โรงเรียนเทพศิรินทร์เป็นโรงเรียนหลวงสำหรับราษฎร”คุณครูยุพยงกล่าวขึ้นอย่างฉะฉาน โดยมีนักเรียนหลังห้องนามวนัส กอดอกมองคุณครูโบราณของเขาอย่างเบื่อหน่าย

          “โรงเรียนเราได้รับเกียรติถึงเพียงนั้นเชียวหรือครับ”วนัสถามขึ้นอย่างกวนๆ

          “เธออย่าลืมสิ...โรงเรียนเราสั่งสมคุณความดีมากว่าสิบสองทศวรรษ เป็นโรงเรียนหลวงที่พระพุทธเจ้าหลวงทรงสถาปนาขึ้นด้วยพระราชหฤทัยกตัญญูที่ทรงมีต่อพระราชมารดา อีกทั้งยังแสดงถึงพระปณิธานที่ทรงตั้งพระทัยให้กุลบุตรไทยทุกผู้ทุกนามได้รับการศึกษาที่เท่าเทียมกัน นามโรงเรียนที่ทรงพระราชทานให้ก็เป็นถึงพระนามของสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ในรัชกาลที่๔ พระราชชนนีของพระองค์ พระนามย่อ ท.ศ. ที่ปักอยู่บนหน้าอกของพวกเธอเคยปักอยู่บนพระมาลาของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๘”อาจารย์ยุพยงทอดสายตาไปยังรูปตึกแม้นนฤมิตรที่แขวนไว้ที่ผนังหลังห้อง “ครูภูมิใจเสมอเมื่อมีใครมาเยี่ยมชมโรงเรียนเรา เพราะเขามักจะชื่นชมตึกแม้นฯว่า งดงามราวกับพระราชวัง เธอคงไม่รู้สินะว่าที่ตึกแม้นฯงดงามนั้นเพราะเจ้าฟ้าภาณุรังษีฯทรงสร้างขึ้นด้วยความรัก ความระลึกถึงหม่อมแม้นชายาสุดที่รักของพระองค์ อีกทั้งยังทรงตั้งพระทัยอุทิศพระกุศลในครั้งนี้ถวายแด่สมเด็จพระเทพศิรินทร์พระราชชนนีของพระองค์”น้ำเสียงที่พูดนั้นราบเรียบ แผ่วเบา ราวกับผู้ใหญ่กำลังเล่าเรื่องราวครั้งเก่าก่อนอย่างภาคภูมิใจให้กับหลานๆฟัง

          เมื่อทั้งห้องยังคงเงียบสงัด ตาทุกดวงจับจ้องมาที่อาจารย์ยุพยงอย่างสนใจ เธอจึงเริ่มเล่าเรื่องเหล่านั้นต่อไป “เกียรติยศของโรงเรียนนี้จะให้ครูเล่าสักกี่วันก็ไม่มีวันจบ เมื่อสักครู่นี้ครูพูดถึงตึกหลังแรกของโรงเรียนเทพศิรินทร์ใช่ไหม...ตึกแม้นนฤมิตร...ครูเกิดไม่ทันเห็นหรอก แต่ผู้ใหญ่ท่านว่างามหนักหนา ในตัวตึกมีแผ่นกระดานแผ่นใหญ่จารึกชื่อนักเรียนผู้ที่สอบได้ทุนเล่าเรียนหลวง...คิงสกอลาชิป...อยู่หลายชื่อ แต่น่าเสียดายที่สมัยสงครามโลกครั้งที่๒โรงเรียนเราอยู่ใกล้จุดยุทธศาสตร์ สัมพันธมิตรมันเอาระเบิดมาทิ้งที่หัวลำโพงโครมๆ วันที่ ๑๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๘๘ เขาทิ้งระเบิดพลาดมาลงที่ตึกแม้นนฤมิตรพังพินาศ” น้ำเสียงละห้อย ดวงตาของคุณครูยุพยงดูจะเหม่อลอยออกไปไกลแสนไกล น้ำเสียงเดิมยังคงเล่าต่อ“เมื่อเขาสร้างตึกแม้นศึกษาสถานได้มีการรวบรวมชื่อนักเรียนที่ได้รับทุนเล่าเรียนหลวงเพื่อจารึกลงแผ่นกระดานที่ผนังตึกอีกครั้ง แต่......”น้ำเสียงเรียบๆนั้นหยุดลง สีหน้าเหนื่อยหน่ายเสมือนไม่ต้องการจะรื้อฟื้นความทรงจำเหล่านั้นขึ้นมาอีก ในที่สุดผู้เล่าก็ตัดสินใจเล่าต่อไปอีกว่า“แต่...เอกสารหลายอย่างถูกทำลายไปกับสงคราม ทำให้แผ่นกระดานที่ทำขึ้นใหม่นั้นมิได้จารึกพระนามหม่อมเจ้ารังสิยากร...นักเรียนทุนคิงสกอลาชิป”

 

“กริ๊ง...กริ๊ง..........”สัญญาณเลิกเรียนดังขึ้นถี่จนแสบเข้าไปถึงโสตประสาทคุณครูยุพยงสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจราวกับคนที่เพิ่งตื่นขึ้นจากความฝัน เธอเก็บอุปกรณ์การสอนอย่างรวดเร็ววันนี้เอาไว้เพียงเท่านี้ก่อน...สวัสดีค่ะ”วนัสเดินออกจากห้องไปที่สนามฟุตบอลผ่านอนุสาวรีย์หม่อมแม้น วนัสประนมมือไหว้ด้วยความเคยชิน เขาไม่รู้สึกเลยว่าหม่อมแม้นและตึกแม้นฯนั้นมีความสำคัญต่อชีวิตเขาเพียงไร เขาเดินอยู่บนทางที่ทำด้วยไม้ปาเก้เงาวับ สักครู่เลี้ยวขวาลงบันไดไม้สักที่ทาแชล้คสีเข้มมันวับเช่นกัน สิ่งต่างๆเหล่านี้สามารถบ่งบอกได้ว่าตึกแม้นฯได้รับการดูแลอย่างดี...กาลเวลาไม่อาจทำให้ตึกแม้นฯเก่าลงได้ แต่กาลเวลากลับทำให้ตึกแม้นฯยิ่งดูมีมนต์ขลัง ชวนให้ผู้ย่างกรายเข้ามาอยากที่จะได้ชื่อว่าเป็นนักเรียนเทพศิรินทร์ผู้มีสิทธิเต็มที่ในตึกนั้น ในฐานะที่เป็นเจ้าของตึกแม้นฯร่วมกัน..วนัสไม่เคยตระหนักถึงสิทธิที่เขามีหน้าที่ที่เขาพึงกระทำต่อสถาปัตยกรรมล้ำค่านั้นเลย เขาเดินผ่านสิ่งต่างๆเหล่านี้ไปอย่างเฉยเมย พระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฉลองพระองค์บัณฑิตมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ที่ประดิษฐานอยู่ตรงบันไดดูจะทอดพระเนตรทุกคนที่เดินขึ้นลงบันไดนั้นด้วยแววพระเนตรที่เปี่ยมล้นด้วยพระกรุณาเสมอ แผ่นหินอ่อนสลักคติพจน์ “น สิยา โลกวฑฺฒโน ...ไม่ควรเป็นคนรกโลก..”เด่นสง่าอยู่ตรงกลางบันไดตึก

          วนัสก้าวลงสู่บันไดขั้นสุดท้ายที่นี่...ห้องโถงตึกแม้นศึกษาสถาน ซึ่งเคยแลดูกว้างเสียหนักหนา บัดนี้แคบลงไปถนัดใจทางขวาเป็นสำนักงานคณะกรรมการนักเรียนที่ว่างเปล่า ทางซ้ายคือที่ต้อนรับแขก มีโต๊ะเก้าอี้เข้ากับยุคของตัวตึก ภายในตู้ไม้ที่สลักลายไว้อย่างวิจิตรบรรจงคือโล่รางวัล และถ้วยรางวัลมากมาย ผนังทั้งสองด้านติดกระดานพื้นสีเขียวเข้ม ตัวหนังสือสีขาวตัวโตเขียนว่า “นักเรียนที่ได้รับทุนเล่าเรียนหลวงไปศึกษาวิชา ณ ต่างประเทศ”วนัสคิดคำนึงถึงคำพูดของอาจารย์ยุพยง “แผ่นกระดานที่ทำขึ้นใหม่นั้นมิได้จารึกพระนามหม่อมเจ้ารังสิยากร...นักเรียนทุนคิงสกอลาชิป”...เขาจะเสียใจสักเพียงไหนหนอ?   วิญญาณของเขาคงยังวนเวียนอยู่แถวนั้นกระมัง วนเวียนเพื่อทวงถามหาชื่อของตนที่หายไป!...

 

“จะเป็นจะตายฉันก็จะยังอยู่ที่นี่”เสียงนุ่มแต่ทรงพลังดังก้องมาจากด้านหลังเมื่อวนัสหัน

หลังกลับไป ชายหนุ่มเจ้าของเสียงนั้นยิ้มให้เขาอย่างละไม แต่ภายในดวงตาดำเป็นประกายคู่นั้นกลับแฝงรอยเศร้าไว้อย่างน่าสงสารเสียเป็นที่สุด เป็นแววตาอิดโรยราวกับกรำงานหนักมานาน

ใบหน้ารูปไข่คมคายมีคราบเขม่าจับอยู่ทั่วร่างล่ำสันนั้น เขาแต่งกายด้วยเสื้อแขนยาวสีกากีแกมเขียว กับกางเกงขาสั้นสีเข้าชุดกัน วนัสมองดูเสื้อผ้านั้นด้วยความประหลาดใจ...มันไม่ใช่ชุดทหารแน่เพียงคล้ายๆ แล้วมันคือชุดอะไรหนอ...

“ฉันมีบางอย่างที่อยากให้เธอช่วย”เขาผู้นั้นเอ่ยขึ้น

“คุณต้องการให้ผมช่วยอะไร... เมื่อไหร่...”

“ยังไม่ใช่ตอนนี้ ฉันไปก่อนล่ะ”เสียงนุ่มๆนั้นตอบ

“แล้วผมจะพบคุณได้อีกเมื่อไหร่... ที่ไหน...”น้ำเสียงวนัสมีแววอยากรู้อย่างร้อนรน

“สักวันหนึ่งเราต้องพบกันอีก ฉันจะรอเธอที่ตึกแม้นนฤมิตร”เจ้าของเสียงหันหลังเดินขึ้นบันไดไป โดยมิได้เหลียวไปมองวนัสผู้วิ่งตามอย่างสุดแรง แต่ก็มิอาจทันฝีเท้าช้าๆมั่นคงนั้นได้ ฝีเท้านั้นเดินเลี้ยวขวาลับหายไป “เขาไม่ได้วิ่งแน่นอน แต่ทำไมเราตามเขาไม่ทันทั้งๆที่ห่างกันเพียงเอื้อมมือ”วนัสรำพึงกับตนเองและหลังจากวันนั้นเขาได้ลืมเรื่องต่างๆไปอย่างหมดสิ้น ...ลืมสัญญาที่ว่า “ฉันจะรอเธอที่ตึกแม้นนฤมิตร”...

 

ณ สนามฟุตบอลซึ่งบัดนี้มีหญ้าขึ้นเขียวขจีอยู่เพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งเป็นหญ้าสีน้ำตาลเหลืองที่ถูกนักเรียนเหยียบตายไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ภาพเหล่านี้มักจะทำให้วนัสต้องปรารภกับเพื่อนอย่างหน้าตายเสมอว่า “ผอ.ท่านให้เราเล่นบอลอาทิตย์ละครึ่งสนามก็ดีนะ หญ้าฝั่งหนึ่งเขียวอีกฝั่งเหลืองสีโรงเรียนพอดีเลย”วนัสเดินตรงเข้าไปในกลุ่มเพื่อนซึ่งกวักมือเรียกเขาอยู่พอดี

“เฮ้ย!นัสเจอก็ดีแล้วทีมเราขาดคนหนึ่ง”เด็กคนหนึ่งกล่าวขึ้น

“เออๆงั้นเริ่มกันเลย”วนัสตอบเด็กคนนั้น พลางหันไปสั่งอีกคนหนึ่งว่า “ประจบเล่นดีๆนะ”

ลูกฟุตบอลหนังหนักลูกนั้นถูกเลี้ยงส่งผ่านไปที่คนนั้นที คนนี้ทีจนลูกฟุตบอลนั้นถูกเตะจนโด่งสูงขึ้น สายลมที่โชยพัดมาเฉื่อยๆ...เฉื่อยจนไม่อาจทำให้ใบไม้ปลิวได้ แต่น่าแปลกที่สายลมนั้นเองกลับสามารถหอบเอาลูกฟุตบอลหนังหนาหนักลูกนั้น...ลอยไป...ลอยไป...ลอยไป... และในทันใดนั้นสายลมได้ทิ้งฟุตบอลลูกนั้นไว้หน้าตึกแม้นศึกษาสถานราวกับจงใจ

“ประจบไปเก็บมาสิ”

“น้อยๆหน่อยวิเชียรนายเป็นคนเตะนายก็ไปเก็บมาสิ”

“นี่...ถ้านายจะโทษเรานะไปโทษลมโน่นไป้ นายก็เห็นนี่ลมบ้าอะไรพัดใบไม้ไม่ปลิว แต่ดันพัดบอลจนลอยคว้างไปเลย”

“ลมจ๋าๆวิเชียรมันบอกว่าลมพัดบอลไปตก ลมไปเก็บให้ประจบหน่อยสิ”

“ประจบนายล้อเราเราะ...ต่อยกันเลยมั้ย”

“พวกนายหยุดทะเลาะกันได้แล้ว เราไปเก็บให้เองเถียงกันแล้วลูกบอลมันจะลอยกลับมาไหม”วนัสพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงรำคาญ เขาเดินตัดสนามบาสเกตบอลไปอย่างว่องไว รั้วเหล็กสีเดียวกับตึกแม้นฯกั้นไว้รอบสนามจนดูเกะกะ พื้นที่หน้าตึกถูกจัดสรรไว้เป็นที่จอดรถ มองเห็นรถแน่นเป็นขนัด ต้นปาล์มชวาหน้าตึกไหวไปตามลมชวนให้นึกถึงคำประพันธ์ที่ว่า

                        .......ต้นปาล์มงามน่าเมียง    ยอดสูงเพี้ยงเพียงสวรรค์

                        ตั้งอยู่คู่เคียงกัน                พายพัดพลันผันผายตาม......

ตัวตึกสีเลือดหมูวันนี้ดูขลังเป็นพิเศษ เขาก้มตัวลงไปหยิบลูกฟุตบอล แต่ช้าไปเสียแล้วลูกฟุตบอลนั้นเด้งเข้าไปในตัวตึกราวกับมีคนโยน เขาจึงเดินตามลูกฟุตบอลนั้นเข้าไป ผ่านประตูตึกแม้นฯที่เปิดออกทั้งสองด้านจนกว้างขวางแสดงถึงไมตรีจิตที่ชาวเทพศิรินทร์พร้อมจะต้อนรับผู้อื่นเสมอ และประตูนั้นเองก็เปรียบเสมือนอ้อมแขนของมารดาที่อ้าแขนต้อนรับลูกแม่รำเพยทุกคนไว้ในอ้อมกอดอันอบอุ่น ในขณะเดียวกันมือนั้นได้ทำหน้าที่ปกป้องลูกแม่รำเพยทุกคนมาอย่างภาคภูมิ...ปกป้องมานานกว่าศตวรรษ...

          เขาเดินเข้าไปในตึกแม้นศึกษาสถานอย่างภาคภูมิ ภายในตึกเงียบเชียบจนดูแปลกตา และทันใดนั้นสายตาของเขาก็พล่ามัว พื้นที่ยืนอยู่นั้นสั่นไหวจนเขาเซถลาล้มลงไปอยู่ที่ปลายรองเท้าหนังของใครผู้หนึ่ง มือขาวนวลนิ้วเรียวยาวที่ดูเหมือนมิได้เคยทำงานหนักเอื้อมมาที่เขา

          “เธอเป็นอะไรมากไหม ถ้าเจ็บมากฉันจะพาไปส่งโรงหมอ”เสียงนุ่มๆกล่าวขึ้นอย่างห่วงใย

วนัสปฏิเสธโดยสิ้นเชิงเขารุกขึ้นพลางมองไปรอบๆห้อง...น่าแปลกห้องโถงวันนี้โอ่โถงสมชื่อ  สำนักงานคณะกรรมการนักเรียน ที่นั่งรับรองแขกบัดนี้ไม่มีหลงเหลืออยู่ ราวกับพื้นที่ว่างเปล่านั้นไม่เคยใช้เป็นที่ตั้งห้องเหล่านั้น จะเห็นเด่นตระหง่านอยู่ก็มีเพียงกระดานดำแผ่นใหญ่สำหรับจารจารึกชื่อนักเรียนทุนคิงสกอลาชิป บัดนี้ชื่อที่จารึกบนกระดานดำแผ่นใหญ่ถูกจารึกไว้ด้วยตัวหนังสือสีทอง ชื่อของใครคนหนึ่งโดดเด่นขึ้นมาจากรายชื่ออื่น...หม่อมเจ้ารังสิยากร นักเรียนทุนเล่าเรียนหลวง...

          “นี่คุณเป็นใครแต่งตัวแปลกๆมาเดินที่โรงเรียนฉัน”วนัสพูดขึ้นในทำนองกวนๆแกมอยากรู้

          “ทำไมฉันจะเดินไม่ได้ นี่ก็โรงเรียนของฉันและชุดที่ว่าแปลกนี่ก็ชุดนักเรียนมัธยม

วัดเทพศิรินทร์ อืม...ถ้าจะพูดให้ถูกก็ต้องบอกว่าชุดยุวชนทหาร”ริมฝีปากบางรับกับใบหน้ารูปไข่คมคายนั้นกล่าวขึ้นอย่างเรียบๆ

          “แล้วนายเป็นใคร?ชื่ออะไร?”น้ำเสียงแข็งอย่างวางท่าว่าตนเป็นเจ้าของถิ่น

          “ฉันเป็นนักเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์ ชื่อหม่อมเจ้ารังสิยากร” ริมฝีปากบางมีรอยยิ้มที่มุมปาก ผิวพรรณผุดผ่องบอกชัดว่าไม่ใช่ลูกคนธรรมดา ตอบด้วยน้ำเสียงไพเราะเหลือเกิน

          “โอ้โฮ้เป็นถึงหม่อมเจ้าเชียวหรือถ้าคุณเป็นหม่อมเจ้าเด็กแนวอย่างผมไม่เป็นพระองค์เจ้าเลยหรือ”วนัสพูดขึ้นอย่างกวนๆ

          “ฉันเป็นหม่อมเจ้าจริงๆ”น้ำเสียงทุ้มอย่างทรงอำนาจกล่าวขึ้น คราวนี้เหมือนมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่วนัสก็มิอาจอธิบายได้ความรู้สึกจากส่วนลึกจากจิตใจของวนัสบอกว่า “ผิวพรรณผุดผ่องต้องไม่ใช่ลูกคนธรรมดา”

          “ขอ...ขอพระราชทานภัยโทษ หม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ อย่าตัดหัวหม่อมฉันเลย”เจ้าของถิ่นผู้วางมาดเมื่อสักครู่ บัดนี้ลงไปนั้งแทบเท้าของอีกฝ่ายหนึ่งพลางยกมือไหว้อย่างประหลก

          “ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอกพูดธรรมดาก็ได้ฉันไม่ถือ ผู้ชายที่ไหนพูดเพคะ เอ้าลุกขึ้นมาคุยกันดีๆ”เสียงนุ่มไพเราะนั้นพูดขึ้นอย่างขันๆ

          “ทำไมไม่ให้พูดราชาศัพท์กับท่านล่ะครับ เห็นครูภาษาไทยย้ำนักย้ำหนาว่าเจ้านายระดับหม่อมเจ้าต้องใช้ราชาศัพท์หมวดพระราชวงศ์”วนัสถามขึ้นอย่างสงสัย

          “ไม่เป็นไรฉันไม่ถือ บนผืนดินเทพศิรินทร์แห่งนี้ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน”หม่อมเจ้า

รังสิยากรตรัสด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

          “ผมขอถามท่านชายอีกสักอย่างหนึ่งที่นี่ตึกแม้นศึกษาสถานใช่ไหมครับ”น้ำเสียงที่ถาม

ไม่มั่นใจนัก

          “ที่นี่...ตึกแม้นนฤมิตร”

          “ไม่จริง...ไม่จริงฉันจะกลับบ้าน”วนัสหันหลังวิ่งออกจากตึกไป ตึกแม้นนฤมิตรยังคง

งดงามในสีครีมราวพระราชวังโบราณ ต้นปาล์มชวาที่เคยเห็นเด่นตระหง่านคู่กันอยู่หน้าตึกนั้นบัดนี้หายไป กงล้อธรรมจักรที่เคยอยู่ที่หน้าบันบัดนี้มิได้มีอยู่เพราะที่นี่คือตึกแม้นนฤมิตรซึ่งมีความงามคนละแบบกับตึกแม้นศึกษาสถาน

....กอธิควิจิตรแสน ดุจเมืองแมนแดนเทวา...

รั้วเหล็กแหลมของโรงเรียนทาสีชมพู พื้นที่ตั้งอาคารรัชมังคลาภิเษกบัดนี้เป็นทางเดินยาวว่างเปล่า สนามหญ้ายังคงเขียวขจีทั้งสนาม เมื่อมองผ่านสนามหญ้าไปจะเห็นตึกอีกหลังหนึ่งศิลปะแบบกอธิคคล้ายตึกแม้นฯเป็นอย่างยิ่ง เขาวิ่งไปที่ถนนหน้าโรงเรียนด้วยอาการตกใจ รถรางสีครีมรับผู้โดยสารแน่นขนัดวิ่งผ่านไป วนัสหมุนคว้างที่นี่คืออีกโลกหนึ่งไม่มีเสียงดังอึกทึก ไม่มีตึกระฟ้า ทุกอย่างสงบเงียบ อดีตของเขาเคยเป็นปัจจุบันของที่นี่ แต่วันนี้อนาคตมันคือปัจจุบันของเขา ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปประวัติศาสตร์จะเป็นเช่นไรเขาคือผู้ลิขิต

           

เสียงอะไรอย่างหนึ่งดังแหลมสูง โหยหวนกึกก้องสะท้านไปถึงหัวใจทำให้ผู้ได้ยินเกิดความเยือกเย็นขึ้นมาทันที ผู้คนที่เห็นแน่นขนัดอยู่บนรถรางเมื่อสักครู่บัดนี้ไม่เหลือใครสักคน ต่างคนก็ต่างวิ่งหนีตายอย่างไม่คิดชีวิต ท้องฟ้าที่เคยสดใสบัดนี้มืดมิดลง ฝูงนกที่โบยบินอย่างร่าเริงถูกแทนที่ด้วยเครื่องบินรบกลุ่มใหญ่ส่งเสียงดังกระหึ่ม เสียงนั้นยังดังกระชั้นถี่ขึ้นทุกที สำเนียงโหยหวนแสบลึกปลาบเข้าไปย้ำรอยลึกในหัวใจ ศัพท์สำเนียงเร่งร้อนจนฟังไม่ได้ศัพท์ขาล่ำสันของวนัสอ่อนแรงลงจนตัวทั้งตัวเซถลาแทบทรุด

 “สัญญาณเตือนภัยทางอากาศ สงสัยเครื่องบินจะมาทิ้งระเบิดที่สเตชั่น”หม่อมเจ้ารังสิยากรตรัสด้วยน้ำเสียงกังวล พลางดึงร่างที่เกือบเซถลาวิ่งหาที่ปลอดภัย

เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มอยู่เหนือหัว “หมอบ...หมอบลง”เสียงนุ่มนวลนั้นสั่งขึ้นอย่างเด็ดขาดพลางหันไปกดหัวอีกฝ่ายลงด้วยความเป็นห่วง

อีกไม่นานเสียงระเบิดก็ดังขึ้นไม่ไกลจากที่ที่เขาหมอบนัก พื้นดินสั่นไหวตามแรงระเบิดเสียงปืนกลที่กราดยิงลงมาพร้อมกับเสียงปืนต่อสู้อากาศดังหวั่นไหวไปทั่ว

“ปีนี้ พ.ศ.อะไร”

“พ.ศ. ๒๔๘๘ นายถามทำไม หมอบลงเถอะอย่างร่ำไรให้มากความ”

“อาจารย์ยุพยงบอกว่าปี๒๔๘๘ ตึกแม้นถูกทิ้ง...”น้ำเสียงสั่นๆหยุดลงด้วยความตกใจเสียงเครื่องบินระลอกสองที่ส่งเสียงดังกระชั้นถี่เข้ามาใกล้พวกเขาทุกที

“ถูกทิ้งอะไร”

“ถูกทิ้งระเบิด”

เสียงระเบิดคราวนี้ดังกึกก้องกว่าทุกครั้ง แผ่นดินที่หมอบราบอยู่ทรุดฮวบลงจนผู้ที่นอนอยู่รู้สึก แสงเพลิงเบื้องหน้าลุกโชนจนท้องฟ้าที่มืดมิดกลับสว่างขึ้น

“หมดกัน”หม่อมเจ้ารังสิยากรถลันตัวลุกขึ้นวิ่งไปที่ตึกแม้นนฤมิตร ซึ่งบัดนี้ถูกทำลายไปแล้วกว่าครึ่งด้วยภัยสงคราม โดยมีวนัสวิ่งตามมาติดๆ

“คุณเข้าไปก็ทำอะไรไม่ได้หรอก เดี๋ยวคุณจะตายเอาเปล่าๆ”วนัสฉุดแขนหม่อมเจ้า

รังสิยากรไว้ พลางทำใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

          “จะเป็นจะตายฉันก็จะยังอยู่ที่นี่”ประโยคนี้คุ้นหูเหมือนมีใครเคยพูดกับเขาแล้วครั้งหนึ่ง

          “แต่นาย เราเปลี่ยนประวัติศาสตร์ไม่ได้หรอก”เศษปูนยังปลิวไปทั่วไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็มีแต่กองไฟลุกอยู่รอบตัว เสียงหวอยังคงดังกระชั้นถี่ขึ้นทุกขณะจิต ท่านชายรังสิยากรสะบัดมือวนัสออก พลางวิ่งเข้าไปในตึกแม้นนฤมิตร ไฟยังคงลุกโชติช่วงแต่ก็มิอาจทัดทานท่านชายได้

          “ท่านชาย...รอผมก่อน”วนัสวิ่งตามเข้าไปถนนหนทางที่เคยราบเรียบบัดนี้ขรุขระเนื่องจากเศษหิน เศษปูนที่หล่นลงมา คราบเขม่าและควันไฟลอยขึ้นสู่เบื้องบนทำให้มองทางไม่ชัด

          “ท่านชายอยู่ไหนผมแสบคอไปหมดแล้ว ผมมีเรื่องจะบอก เราช่วยตึกแม้นฯไว้ไม่ได้หรอกผมรู้ ผมมาจากอนาคต ท่านชาย ท่านชายอยู่ไหน”

          “นาย นายเรายังมีหวังดับไฟสิ ช่วยกันสิ”

          “ไป...ไปออกไปกับผม เดี๋ยวตึกแม้นฯต้องพังลงมาแน่แล้ว”วนัสดึงท่านชายรังสิยากรออกมาจากตึก ควันไฟยังปกคลุมทางจนหนาทึบ กระดานทองที่จารึกนามนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวง

หลุดลงมาจากผนังตึกทุกสิ่งทุกอย่างพังพินาศ วนัสทั้งฉุดทั้งดึงท่านชายรังสิยากรกว่าจะออกจากตึกได้ก็แทบหมดแรง

          “เธอสัญญาว่าจะช่วยฉัน เธอต้องช่วยฉันสิ ช่วยกันดับไฟ...”ไม่ทันที่ผู้พูดจะพูดจบ อิฐก้อนใหญ่ของตึกแม้นนฤมิตรได้หล่นลงทับผู้พูดให้แน่นิ่งอยู่กับที่ชั่วนิจนิรันดร์ “จะเป็นจะตายฉันก็จะยังอยู่ที่นี่”เสียงนุ่มนวลของใครคนหนึ่งแล่นผ่านมากระทบหู เสียงหวอยังโหยหวนดังราวกับ

เสียงพญามัจจุราช เขานึกออกแล้วชายหนุ่มคนนี้คือ...ท่านชายรังสิยากรนักเรียนทุนคิงสกอลาชิป วิญญาณของเขายังคงวนเวียนอยู่ที่ตึกแม้นฯจริงๆเสียด้วย แต่ไม่ใช่เพื่อทวงถามชื่อที่หายไป แต่วิญญาณเขาวนเวียนเพื่อเฝ้ารอให้ใครคนหนึ่งมาช่วยตึกแม้นนฤมิตร วิญญาณของท่านชาย

รังสิยากรคือจิตวิญญาณของลูกแม่รำเพยทุกคน...วนัสมองไปที่ตึกแม้นนฤมิตรอีกครั้งหนึ่งบัดนี้หลังคาเปิดโล่ง กระเบื้องทุกแผ่นปลิวกระเด็นหายไป บานหน้าต่างหลุดร่วงลงมาแล้วบ้าง บางบานยังคงติดอยู่ดูระเกะระกะ ณ ที่แห่งนี้เองที่เคยผูกพัน ทะนุถนอนและฟูมฟักลูกแม่รำเพยคนต่อคนรุ่นต่อรุ่นไว้ด้วยคำคำเดียว...เทพศิรินทร์... ประตูตึกหลุดร่วงลงมาทั้งบาน ณ ประตูแห่งนี้เองที่เคยทำหน้าที่เปิดรับนักเรียนทุกคนเข้าสู่อ้อมอกอันอบอุ่นของโรงเรียนเทพศิรินทร์ ประวัติศาสตร์ก็คือประวัติศาสตร์ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้ ตึกแม้นนฤมิตรซึ่งมองเห็นว่างามหนักหนา บัดนี้หลงเหลืออยู่แต่ความทรงจำ น้ำอุ่นๆไหลรินจากดวงตาของวนัส “ตึกแม้นฯคือลมหายใจของผม คือลมหายใจของเทพศิรินทร์ และคือลมหายใจของลูกแม่รำเพยทุกคน จากนี้เป็นต้นไปจะไม่มีอะไรมาทำให้ผมหวั่นไหวได้อีกแล้ว เพราะวิญญาณของผมได้แหลกสลายไปกับตึกแม้นฯเสียแล้ว ท่านชายคุณได้ยินไหม... วิญญาณของผมได้ตายไปพร้อมกับคุณแล้วได้ยินไหม...” เขายืนงงกับภาพที่อยู่ตรงหน้ามันคือความฝันหรือความจริง “ท่านชายผมขอโทษ...ท่านชายผมขอโทษ...ผมจะกลับไปสู้หน้าใครได้ ผมขอโทษ...”ซากปรักหักพังของตึกแม้นฯยังชัดเจนอยู่ในสายตา “ไม่เหลือ...ไม่เหลืออะไรเลย”...สงครามไม่เคยปรานีใคร... “ผมจะเก็บภาพตึกแม้นนฤมิตรและคุณไว้ท่านชายรังสิยากรหวังว่าเราคงจะได้พบกันอีกผมขอสัญญา”

                                                          ...ต่างวัน ต่างเดือน ต่างปีเกิด

                                                ต่างกำเนิด ต่างเชื้อชาติ ต่างเชื้อสาย

                                                ต่างชีวิต ต่างจิตใจ ต่างร่างกาย

                                                ต่างมากมาย ต่างเป็น เทพศิรินทร์...

ลมพัดกระหน่ำอย่างแรงพาเอาขอนไม้มาฟาดลงที่หัววนัสจนเซถลาล้มลง

 

            “เฮ้ย...นัสนายหายไปไหนหลายวัน รู้ไหมพวกเราเป็นห่วง”เสียงเพื่อนคนหนึ่งดังขึ้น

เมื่อลืมตาก็พบว่าเขายังอยู่ที่เดิม ตรงจุดที่เขาถูกขอนไม้ฟาดลงที่หัว

          “เรา...เราทำไม่ได้เราช่วยตึกแม้นไว้ไม่ได้ตึกแม้นฯถูกทิ้งระเบิด”

          “ตึกแม้นฯยังอยู่ไม่เห็นเป็นอะไร”

          “จริงๆนะ เราย้อนอดีตไปเห็นตึกแม้นฯถูกทิ้งระเบิดจริงๆนะแม้นายจะไม่เชื่อว่าเราย้อนอดีตกลับไป แต่ขอให้นายรู้ไว้ว่าพี่ๆเทพศิรินทร์ได้รักษาตึกแม้นฯไว้จนสุดความสามารถ แต่ถึงกระนั้นก็เถอะตึกแม้นฯก็ไม่อาจรอดจากภัยสงครามได้อยู่ดี ประวัติศาสตร์แก้ไม่ได้แต่ปัจจุบันนี่สิเป็นของจริงเราสามารถจะลิขิตให้มันดีหรือชั่วได้อย่างใจ ตึกแม้นฯก็เป็นเหมือนลมหายใจของชาวเทพศิรินทร์ ถึงแม้จะพังพินาศไปแล้วทีหนึ่ง แต่เราก็สร้างขึ้นใหม่ นี่ พวกนายดูสิ...ตึกแม้นไม่ใช่เพียงตึกที่งดงามด้วยศิลปะตะวันตก แข็งแรงด้วยโครงสร้างทางวิศวกรรม หรือขลังด้วยความเก่าแก่ แต่ตึกแม้นฯนั้นงดงามด้วยทุกความหมายของคำว่าสถาบัน กล้าแกร่งด้วยคุณความดีที่สั่งสมนับศตวรรษ และขลังด้วยหน้าที่ ที่ย้ำเตือนและปลุกจิตวิญญาณของความเป็นลูกเทพศิรินทร์ที่สมภาคภูมิ ตึกแม้นฯนี้คือที่ ที่เราจะต้องรักษาไว้ยิ่งกว่าชีวิต”เพลงอโห กุมารดังแว่วตามสายลมมา

ราวกับเสียงกระซิบฝากจากคนที่อยู่แสนไกล

“ท่านชายรังสิยากร ผมจะรอคุณ ณ ตึกแม้นศึกษาสถานผมขอสัญญา”

                             

                              ณ เทพศิรินทร์ ณ เทพศิรินทร์        สถานสิขาสง่าพระนาม

                        สำนักกีฬาสง่าสนาม                   ณ เทพศิรินทร์ ณ เทพศิรินทร์

ชโย  ชโย  ชโย

 

 

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๒

โครงการนักเขียนเทพศิรินทร์ ครั้งที่ ๖

 

นายสุรศักดิ์ นามวัฒน์โสภณ

เลขประจำตัว ๓๘๒๙๕ รุ่น  ๔๘-๕๑ (๑๒๓)

ประธานคณะเยาวมาลย์อุทิศ ปี ๒๕๕๐

นักเรียนทุนศรีบูรพา ปี ๒๕๕๐

ลงชื่อเข้าใช้

Username
Password
ลืมรหัสผ่าน ?
สมัครสมาชิกเว็บไซต์