เทพศิรินทร์

DSA Events
SUN
SAT
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
หน้าแรก
ประวัติสมาคมนักเรียนเก่า
ทำเนียบนายกสมาคม
คณะกรรมการสมาคม
ชมรมครูเก่าเทพศิรินทร์
หอเกียรติยศนักเรียนเก่า
บทความจากนักเรียนเก่า
การสนับสนุนโรงเรียน
ตารางเทียบรุ่น
อัลบั้มรูป
อัลบั้มวีดีโอ
เพลงเทพศิรินทร์
เทพศิรินทร์ network
แฟ้มจดหมายข่าว
สมาชิกเว็บฯ ของแต่ละรุ่น
สมัครสมาชิกสมาคมฯ
ติดต่อเรา

โรงเรียนเทพศิรินทร์
Green-Yellow Pages
เว็บบอร์ด

Social Network

facebook twitter youtube


จำนวนครั้งเข้าชม

DSA98 (178)
DSA104 (146)
DSA97 (86)
DSA105 (50)
DSA100 (49)
DSA109 (45)
DSA102 (44)
DSA101 (42)
DSA110 (41)
DSA99 (37)

จำนวนสมาชิกทั้งหมด 1284
จำนวนนักเรียนเก่าทั้งหมด 46719






วงดนตรีไทย โรงเรียนเทพศิรินทร์นั้น ได้รับการริเริ่มจัดตั้งขึ้น โดย ครูฟุ้ง ศรีวิจารณ์ ในขณะที่ ท่านรับราชการเป็นครูที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ ต่อมา ครูฟุ้ง ศรีวิจารณ์ ท่านได้มีความก้าวหน้าใน งานราชการ ได้ดำรงตำแหน่งเป็นถึงศึกษาธิการจังหวัด ๕ จังหวัด และ อดีตอธิบดีกรมการศาสนา

_________________________________




ครูฟุ้ง ศรีวิจารณ์ ท่านได้บันทึกการกำเนิดวงดนตรีไทย โรงเรียนเทพศิรินทร์ ไว้ดังนี้

ข้าพเจ้าเป็นนักเรียนเทพศิรินทร์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖ เป็นครูเทพศิรินทร์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๓ ข้าพเจ้าจาก เทพศิรินทร์ไปเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๖ เทพศิรินทร์เป็นบ้านหลังใหญ่ ที่ให้ความอบอุ่นแก่ข้าพเจ้ามาตลอด ๒๑ปี

เมื่อนึกถึงเทพศิรินทร์ ก็เห็นภาพวงดนตรีเทพศิรินทร์ อันเป็นวงดนตรีแห่งความหลัง ซึ่งข้าพเจ้าริเริ่มจัด ตั้งขั้น เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๖ เวลานั้นข้าพเจ้าเป็นครูสอนประจำชั้น มัธยมปีที่ ๖ ค.

ข้าพเจ้ามีวัตถุประสงค์จะส่งเสริมการลูกเสือของเทพศิรินทร์ ซึ่งมีอยู่ ๓กอง คือ กองที่ ๒ ๓๒ และ ๖๗ ข้าพเจ้าปรารถนาจะให้มีแตรวงประจำกองลูกเสือเทพศิรินทร์ เพื่อใช้ในงานสวนสนาม งานแรมคืน และ งานชุมนุมอื่นๆ เมื่อได้นำเรื่องนี้เสนอท่านเจ้าคุณจรัลชวนะเพทอาจารย์ผู้ปกครองท่านก็เห็นพ้องด้วย แต่ โรงเรียนของเราไม่มีเงินพอที่จะจัดซื้อแตรวงได้ ฉะนั้นการจัดตั้งแตรวงประจำกองลูกเสือจึงต้องระงับไป

สมัยนั้นเครื่องสายกำลังเฟื่องฟู มีประชาชนนิยมมาก ข้าพเจ้าสืบทราบว่าโรงเรียนของเรามีครู และ นัก เรียนหลายคน เล่นดนตรีไทยได้ จึงได้รวบรวมครู และนักเรียนชั้นต่างๆมาประสมวงกัน เห็นว่าพอเป็น วงดนตรีได้ แต่พื้นความรู้ไม่เท่ากัน เพราะต่างครูต่างอาจารย์ ซึ่งในภาษาทางดนตรีเรียกว่าทาง ถ้าได้ อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ ทางดนตรีมาฝึกสอนแนะนำ ก็จะประสมวง กันได้ดี และ อาจเจริญก้าวหน้าไปได้




ข้าพเจ้าได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษา คุณหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ในเวลานั้นท่านเป็นจางวางศร ศิลปบรรเลง) อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญทางดนตรีไทย อยู่บ้านหน้าวังบูรพาภิรมย์ ริมคลองโอ่งอ่าง ท่านยินดีจะช่วยสอนให้ สัปดาห์ละ ๒ วัน คือวันพุธ และ วันเสาร์ เวลาเลิกเรียนแล้ว ตั้งแต่ ๑๔.๓๐ - ๑๗.๓๐ น. คิดค่ารถเพียง เดือนละ ๔๐บาท ข้าพเจ้าหารือ กับบรรดาครูในโรงเรียน มีท่านอาจารย์หลวงสำเร็จวรรณกิจ และท่าน อาจารย์ใหญ่ ดอน แอล เซลลี่ เป็นต้น ท่านครูทั้งหลาย ยินดีสนับสนุน และสำหรับค่าจ้างสอนนั้นเป็นจำ นวนเล้กน้อย บรรดาครูช่วยออกเงินให้โดยไม่ต้องห่วง

ข้าพเจ้านำเรื่องนี้ กราบเรียนท่านอาจารย์ผู้ปกครอง อีกครั้งหนึ่ง ขอจัดตั้งวงดนตรีไทยขั้นในโรงเรียน ถ้าเมื่อใด โรงเรียนมีเงินพอจะจัดซื้อ แตรวงได้ ก็จะเปลี่ยนแปลงเป็น แตรวงลูกเสือ ของโรงเรียนต่อไป สำหรับเครื่องดนตรีไทยนั้นมีราคาถูกกว่าแตรวงมาก เช่นซอด้วง ราคาคันละ ๑๒บาท ซออู้ราคาคันละ ๑๕บาท เป็นต้น โรงเรียนอาจจ่ายรายได้ของโรงเรียนจัดซื้อได้เพื่อสำหรับใช้เป็นเครื่องมือสอนของครู เท่านั้น ส่วนผู้เรียนต้องนำเครื่องดนตรีของตนมาเรียน ท่านเจ้าคุณอาจารย์ผู้ปกครอง เห็นชอบด้วยและ เมื่อท่านทราบว่าจะขอให้ อาจารย์หลวงประดิษฐ์ไพเราะ มาเป็นครูสอนท่านก็พอใจมาก เพราะรู้จักคุ้น เคยกันมาก่อน ในฐานะเป็น มหาดเล็ก อยู่ในวังสมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระยาภาณุพันธุ์วงศ์วรเดช องค์เดียว กันและรู้จักฝีมือทางวิชาดนตรีของอาจารย์ผู้นี้เป็นอย่างดี เพลงเขมรพวงที่ท่านแต่งขึ้นใหม่ในสมัยนั้น ได้รับความนิยมชมชอบทั่วไป

วงดนตรีเทพศิรินทร์ตั้งขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๔๖๖ มีผู้เรียนเป็นครูและนักเรียน๑๒คน พอถึง เวลาสิ้นเดือยข้าพเจ้าขอเรี่ยไรเงิน ๔๐ บาท เป็นค่ารถ หรือ ค่าจ้างสอนจากบรรดาครูในโรงเรียน เพื่อ จ่ายให้แก่อาจารย์ดนตรี เวลาล่วงมา ๔เดือน กระทรวงศึกษาธิการได้เข้ามาช่วยเหลือสนับสนุน โดยอนุ ญาตให้จ่ายค่าจ้างสอนเดือนละ๔๐บาท จากเงินรายได้ของโรงเรียน จึงเป็นอันว่าไม่ต้องเรี่ยไรเงินจาก บรรดาครูโรงเรียนอีกต่อไป แต่กระทรวงศึกษาธิการมีเงื่อนไขผูกมัดว่า การนำดนตรีไทยเทพศิรินทร์ ไปแสดงนอกสถานที่ของโรงเรียนต้องได้รับการอนุมัติจากกระทรวงศึกษาธิการทุกครั้ง

ในต้นเดือนพฤศจิกายน ๒๔๖๖ มีนักเรียนดนตรีเพิ่มขึ้นอีก ๑๐คน รวมเป็น ๒๒คน ( จากแถลงการศึก ษาเทพศิรินทร์ปีที่๑ ฉบับที่๒ เดือนมีนาคม พ.ศ.๒๔๖๖) ผู้เรียนมีทั้งเป็นผู้มีพื้นความรู้มาแต่เดิมบ้าง ยังไม่เคยเรียนมาก่อนบ้าง ข้าพเจ้าจัดให้ผู้มีพื้นความรู้สูงกว่า ถ่ายทอดความรู้แก่ผู้มีพื้นความรู้ต่ำกว่า เพื่อประหยัดเวลาของอาจารย์ผู้เข้าสอนได้เข้าเรียนทั่วถึงกัน

เครื่องดนตรีสมัยนั้นมี ซอด้วง ซออู้ ไวโอลิน ขิม ขลุ่ย และจะเข้ เครื่องประกอบจังหวะมี ฉิ่ง ฉาบ และ โทน รำมะนา และมีการสอนขับร้องอีกด้วย นักเรียนสมัครเรียนซอด้วง และขิม มากกว่าเครื่องอื่น ๆ ที่ หาคนสมัครยากคือ ขับร้อง และ โทนรำมะนา

ชั่วเวลา ๙ เดือน นับแต่ตั้งวงดนตรีขึ้นนั้น วงดนตรีเทพศิรินทร์ได้ไปแสดงในงานนอกสถานที่รวมถึง ๑๒ ครั้ง ส่วนมากเป็นงานเลี้ยงส่ง แต่งงาน ทำบุญบ้าน งานกฐิน เจ้าของงานโดยมากเป็น นักเรียนเก่า หรือผู้ปกครองนักเรียนเทพศิรินทร์ เวลานั้น วงดนตรีเทพศิรินทร์บรรเลงได้ไม่มาก ซักประมาณ ๑๕ เพลง (ไม่นับเพลงหางเครื่องด้วย) แต่ทุกเพลงวงดนตรีของเราบรรเลงได้ถูกต้องแม่นยำ ไม่ผิดพลาด เพราะซ้อมประสมวงจนเชี่ยวชาญ และไม่มีผู้อื่นที่ต่างอาจารย์กันมาปะปนเลย จึงได้รับรสไพเราะเสนาะหู

ในการไปงานตามสถานที่ต่างๆ วงดนตรีทพศิรินทร์ มีวินัยอันเฉียบขาดอยู่ข้อหนึ่ง คือ ต้องไม่ดื่มสุรา เพราะ นักดนตรีของเราเป็นนักเรียนอยู่ในวัยศึกษาประการหนึ่งและอีกประการหนึ่ง นักดนตรีที่ดื่นสุรามากไป ถึงแม้ จะบรรเลงได้คล่องแคล่วแต่จะหาความไพเราะไม่ได้เรื่องสุรานี้ข้าพเจ้าเป็นผู้ควบคุมวงต้องใช้ความระมัดระ วังกวดขันเป็นพิเศษ เพราะเป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันทั่วไป ของเจ้าของงานในสมัยนั้น จะต้องเลี้ยงสุราปลา ปิ้งอย่างสมบูรณ์แก้นักดนตรีปี่พาทย์ เมื่อเจ้าของทราบว่านักดนตรีเทพศิรินทร์ไม่ดื่มสุราก็พอใจเพราะไม่สิ้น เปลือง และได้ฟังดนตรีเพราะๆด้วย วงดนตรีเทพศิรินทร์จึงได้รับความนิยม และได้รับคำเชิญอยู่เสมอ แต่ นักดนตรีของเรา เป็นนักเรียนกำลังศึกษาเล่าเรียน มิใช่ดนตรีอาชีพ จึงรับคำเชิญทุกๆงานไม่ได้ ต้อง เลือกวัน เวลา และ สถานที่อันสมควร การไปแสดงดนตรีในสมัยนั้น มักจะได้รับของขวัญเป็นน้ำอบ ๑ขวด กับผ้าเช็ด หน้า ๑ ผืน

ในต้นเดือนตุลาคม ๒๔๖๗ นักดนตรีเพิ่มขึ้นอีก ๑๔คน รวมเป็น ๓๖คน ( จากแถลงการศึกษาเทพศิรินทร์ ปีที่๒ ฉบับที่๓ เดือนมีนาคม พ.ศ.๒๔๖๗ ) จำนวนนักดนตรีขึ้นๆลงๆอยู่ในระดับนี้ตลอดมา มีนักเรียนที่ สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมปีที่๘ ออกจากโรงเรียนไป ก็จำต้องออกจากวงดนตรีด้วย แต่ก็มีนักเรียนมาสมัคร เข้าใหม่ ทำให้จำนวนที่ลดลงไปพอถัวกับจำนวนที่เพิ่มขั้นมาใหม่ อย่างไรก็ดีได้จำกัดจำนวนไว้ ไม่ให้เกิน ๕๐คนและพยายามให้มีผู้เรียนครบวงตามเครื่องมือดนตรีเช่นมีผู้สมัครซอด้วงมากเกินไปแต่ไม่มีผู้สมัคร โทน รำมะนาเลย ก็จำต้องไม่รับผู้สมัครซอด้วงที่เข้ามาใหม่ และแนะนำให้เรียน โทน รำมะนา เป็นต้น

เพลงที่วงดนตรเทพศิรินทรฺบรรเลงได้ในสมัยนั้น มีอยู่ประมาณ ๓๐ เพลง ( ไม่นับเพลงตับต่างๆ หรือ เพลงหางเครื่องด้วย) เราฝึกซ้อมประสมวงทุกอาทิตย์ที่บ้านข้าพเจ้า ไม่มีบุคคลภายนอกมาปะปน เพลง เพลงบางเพลง นำไปเล่นกับวงอื่นไม่ได้ เช่น เพลงโอ้ลาว เป็นต้น เพลงนี้ อาจารย์หลวงประดิษฐ์ไพเราะ สอนร้อง แบบประสานเสียงทั้งวง ( Harmonic ) คือคนซอด้วง สีอย่างหนึ่ง คนตีขิม ไปอีกอย่างหนึ่ง คนเป่าขลุ่ย ไปอีกอย่างหนึ่ง ผู้เล่นดนตรีแต่ละอย่าง บรรเลงเสียงต่างกัน แต่มื่อฟังประสมกันทั้งวงแล้ว เสียงดนตรี จะประสานกลมกลืนกัน ไพเราะมาก น่าเสียดาย ที่เราไม่ได้บันทึกโน๊ตลงไว้ เมื่อต่างคนต่าง ออกจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ ไปแล้ว เพลงนี้ก็สลายตัวไปด้วย อนึ่งในสมัยนั้น ( กว่า ๖๐ปีมาแล้ว ) วง เครื่องสายไทยของเราวงเดียวเท่านั้น ที่สามารถบรรเลงเพลงตับดางดึงส์ได้ วงอื่นแสดงไม่ได้เลย เว้น แต่วงปี่พาทย์ จำได้ว่าวงดนตรีเทพศิรินทร์ ได้บรรเลง เพลงตับดาวดึงส์ ออกงานครั้งแรก ในงานของ โรงเรียนสายปัญญา

การไปออกงานนอกสถานที่ เป็นการฝึกฝีมือประการสำคัญ ข้าพเจ้าถือหลักว่าการบรรเลงดนตรีคนเดียวสิบ ครั้ง ก็สู่การประสมวงหนึ่งครั้งไม่ได้ การประสมวงสิบครั้ง ก็สู้การไปออกงานนอกสถานที่หนึ่งครั้งไม่ได้ ข้าพเจ้าได้นำวงดนตรีไปแสดงวิทยุกระจายเสียงสถานที่ 7P.J. ที่ศาลาแดงทุกเดือน ซึ่งต่อมาได้ย้ายสถาน ที่มาอยู่ที่วังพญาไท คนขับร้องของเรามีนายแจ้ง รัตนะปิณฑะ ม.ล.แสวง กำภู นายบุญจิตร อมาตยกุล นาย บุญสรร อักษรานุเคราะห์ ถ้าเป็นเพลงตับเช่น ตับลางเจริญศรี ตับจีบขิมเล็ก ตับมอญคละ ตับนเรศวรชนช้าง ตับนก เป็นต้น ผู้เล่นดนตรีทุกคนในวงต้องช่วยกันร้อง

พ.ศ.๒๔๖๘ ข้าพเจ้าลงอุปสมบท ที่วัดเทพศิรินทร์ เป็นเวลา ๑๒๐วัน ไม่สามารถจะมาควบคุมวงดนตรีได้ นักเรียนดนตรีมีจำนวนลดลงมาก และในสิ้นปี ๒๔๖๘ ท่านอาจารย์หลวงประดิษฐ์ ได้ขอลาออก เพราะท่าน มีภารธุระอื่นมากขึ้น




เราได้จัดจ้างครูเลิศ รักรุกรบ มาเป็นครูสอนดนตรี ใน พ.ศ. ๒๔๖๙ ครูเลิศ รักรุกรบ หนึ่งในนักดนตรีที่ มีความสามารถสูงมาทำการสอน จนถึงปี พ.ศ.๒๔๗๖ ครบ ๑๐ปี นับตั้งแต่ตั้งวงดนตรีมา โรงเรียนของ เราก็ยังไม่มีทุนที่จะจัดซื้อแตรวงตามเจตนาเดิมได้ จึงต้องเป็นวงเครื่องสายต่อไป

เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๘ ข้าพเจ้าได้ทราบว่าวงดนตรีเทพรินทร์จะต้องเลิกล้ม เนื่องจากภัยแห่งมหาสงคราม เอเชียบูรพา ข้าพเจ้าได้เขียนจดหมายขอร้องมายังท่านอาจารย์ใหญ่เทพศิรินทร์สมัยนั้น และได้ทราบว่า เป็นผลให้ยับยั้งการเลิกล้มไว้ได้

ในปี พ.ศ.๒๔๙๑ ข้าพเจ้าย้ายมาเป็นเลขานุการกรรมการศาสนา ได้แวะเยี่ยมโรงเรียนเทพศิรินทร์ บ้านหลังใหญ่ในชีวิต ข้าพเจ้าเศร้าใจเป็นที่สุด ที่ได้ทราบว่าวงดนตรีไทยได้เลิกล้มไปแล้ว .....

ครูฟุ้ง ศรีวิจารณ์

_______________________________

ต่อมา ช่วงหลัง พ.ศ.๒๕๐๐ ได้มีการรื้อฟื้นวงดนตรีไทยเทพศิรินทร์ขึ้นใหม่ โดยความร่วมมือของโรงเรียน ได้มีครูดนตรีไทยมาควบคุมวงที่โรงเรียน อีกทั้งได้เชิญ ครูอุทัย แก้วละเอียด มาเป็นครูพิเศษ ให้กับวงดนตรี เทพศิรินทร์ ( พ.ศ.๒๕๑๔ - ๒๕๓๘ ) ครูอุทัย แก้วละเอียดท่านนี้ ท่านเป็นศิษย์ และ เป็นคนระนาดคนหนึ่ง แห่งสำนักดนตรีบ้านหลวงประดิษฐ์ไพเราะ และยังได้รับรางวัลเป็นผู้มีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรมของสำนัก งานวัฒนธรรมแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ.๒๕๓๘

วงดนตรีไทยเทพศิรินทร์ยุคใหม่นี้ ได้สร้างชื่อเสียงให้แก่ชาวเทพศิรินทร์ โดยได้เข้าแข่งขันรับรางวัลมากมาย ทั้งในระดับประเทศ และ ถ้วยพระราชทานต่างๆ

_______________________________

ในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ครูอุทัย แก้วละเอียด ท่านได้ประพันธ์เพลงโหมโรงเรียนเทพศิรินทร์ขึ้นโดยขยายขึ้นจาก เพลง ตระเทวาประสิทธ์ในอัตราสองชั้นขึ้นเป็นอัตรสามชั้น และได้ใช้บรรเลงครั้งแรกในงานเปิดพระราชานุสาวรีย์ของ องค์สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี แม่รำเพยพระมิ่งขวัญของชาวเทพศิรินทร์ทั้งปวง

ลงชื่อเข้าใช้

Username
Password
ลืมรหัสผ่าน ?
สมัครสมาชิกเว็บไซต์