เทพศิรินทร์

DSA Events
SUN
SAT
1
2
3
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
หน้าแรก
ประวัติสมาคมนักเรียนเก่า
ทำเนียบนายกสมาคม
คณะกรรมการสมาคม
ชมรมครูเก่าเทพศิรินทร์
หอเกียรติยศนักเรียนเก่า
บทความจากนักเรียนเก่า
การสนับสนุนโรงเรียน
ตารางเทียบรุ่น
อัลบั้มรูป
อัลบั้มวีดีโอ
เพลงเทพศิรินทร์
เทพศิรินทร์ network
แฟ้มจดหมายข่าว
สมาชิกเว็บฯ ของแต่ละรุ่น
สมัครสมาชิกสมาคมฯ
ติดต่อเรา

โรงเรียนเทพศิรินทร์
Green-Yellow Pages
เว็บบอร์ด

Social Network

facebook twitter youtube


จำนวนครั้งเข้าชม

DSA98 (178)
DSA104 (146)
DSA97 (86)
DSA105 (50)
DSA100 (49)
DSA109 (45)
DSA102 (44)
DSA101 (42)
DSA110 (41)
DSA99 (37)

จำนวนสมาชิกทั้งหมด 1284
จำนวนนักเรียนเก่าทั้งหมด 46719









ความคิดที่จะขอพระราชทานการสร้างพระราชานุสาวรีย์ ขององค์สมเด็จพระนางเจ้าเทพศิรินทราบรมราชินี นั้นได้มีความคิดกันมาหลายสิบปี แต่การนั้นก็ยังไม่เป็นการได้ลงมือ จนได้มีข้อความในหนังสืออนุสรณ์ของทั้ง ทางโรงเรียน และ สมาคมนักเรียนเก่าฯ อยู่เสมอว่า น่าจะมีพระรูปแม่รำเพยไว้บูชา

ความคิดนี้ได้ก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่าง ในปี พ.ศ.๒๕๓๘ ด้วยความร่วมมือร่วมใจของชาวเทพศิรินทร์ทุกฝ่ายไม่ว่า จะเป็นในส่วนของงบประมาณ ( ไม่ได้มีการของบประมาณจากทางราชการ เพราะด้วยประสงค์ว่าให้ชาวเทพศิ รินทร์ ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการสร้างพระบรมรูปนี้ ) หรือ คำแนะนำและจากการที่ได้ผู้สนับสนุนและผู้รู้ได้ให้ คำแนะนำในการจัดสร้างพระราชานุสาวรีย์

ดังนั้นทางโรงเรียนจึงได้จัดทำโครงการเสนอต่ออธิบดีกรมศิลปากรเพื่อขอความอนุเคราะห์ในการออกแบบและ ปั้นพระรูป แต่ก็ยังไม่สามารถดำเนินการในขั้นตอนต่อไปเพราะประติมากรของกรมศิลปากรได้ติดภารกิจสำคัญ ในการพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ องค์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีและพระราชพิธีกาญจนาภิเษก

เวลาได้ล่วงมาจนถึงปี พ.ศ.๒๕๔๐ ทางโรงเรียนได้ขออนุญาตจาก กรมศิลปากร เพื่อสรรหา ประติมากรอิสระ ซึ่งอยู่ในการดูแลของเจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากร มาเป็นผู้ดำเนินการปั้นพระรูป และได้นำเรื่องขึ้นกราบบังคมทูล ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตในการจัดสร้างพระราชานุสาวรีย์ ซึ่งได้รับพระราชทานราชานุญาต

การจัดสร้างนี้ ได้มอบหมายให้ นายอรศักดิ์ กนกนาค และ นายสุธี เกษตรเวทิน เป็นประติมากร เมื่อปั้นพระรูป แล้วเสร็จ ได้ส่งไปหล่อที่บริษัท คีนนารี จำกัด จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยประกอบพิธีบรวงสรวงและเททองหล่อ เป็นปฐมฤกษ์ เมื่อวันที่ ๑๗ กรกฏาคม พ.ศ.๒๕๔๑( ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพขององค์สมเด็จพระเทพ ศิรินทราบรมราชินี ) เมื่อพระบรมรูปสร้างแล้วเสร็จได้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้บริเวณมุขด้านหน้าของอาคาร เทิดพระเกียรติ เมื่อวันศุกร์ที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๑




จากนั้นทางโรงเรียนได้กราบบังคมทูลเชิญองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อเสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิดพระราชานุสาวรีย์ จนในวันที่ ๑๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เพื่อเสด็จพระราชดำเนิน แทนพระองค์ทรงเปิดพระราชานุสาวรีย์แห่งนี้ ในเวลา๑๗.๐๐ นาฬิกา




ในส่วนของการสร้างพระรูปนี้ ประติมากรผู้จัดสร้าง เริ่มด้วยการศึกษาพงศาวดาร และหนังสือประวัติศาสตร์ ที่เกี่ยวข้องกับ องค์สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ประกอบกับการสอบถามจากผู้รู้ แล้วรวบรวมเป็นข้อมูล เพื่อนำมาเป็นข้อสรุปถึงพระลักษณะและพระอุปนิสัยของพระองค์ท่าน

จากนั้นได้สเกตซ์ภาพเพื่อหารายละเอียดที่เหมาะสมเป็นแนวทางในการปั้นพระรูปซึ่งใช้เวลาประมาณ ๒เดือน จึงกำหนดความชัดเจน และเหมาะสมได้อย่างสมบูรณ์ จากนั้นจึงขึ้นโครงเหล็ก และดำเนินการปั้นพระรูปด้วย ดินเหนียวเพื่อเป็นพิมพ์ขั้นต้น ซึ่งเป็นเรื่องบังเอิญอย่างยิ่งที่ วันที่ประติมากรผู้ปั้นนั้น ได้เริ่มทำการปั้นพระรูป คือ วันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งประติมากรผู้ปั้นนั้นไม่ได้ทราบมาก่อนว่า วันที่ ๙ มิถุนายน นั้นมีความ สำคัญกับชาวเทพศิรินทร์ เพียงใด

การปั้นพระรูปต้นแบบดินเหนียว จะถ่ายทอดพระลักษณธ และพระราชอัธยาศัยของพระองค์ลงในต้นแบบให้ ได้รายละเอียดที่เด่นชัดทั้งด้านพระกายวิภาค พระอากัปกิริยา ฉลองพระองค์ ในขั้นตอนนี้ค่อนข้างมีอุปสรรค เนื่องจากส่วนของ Portrait (ภาพเหมือน) ต้องผ่านการตรวจ การปรับปรุง และ แก้ไขจากเจ้าหน้าที่ของ กรม ศิลปากรถึง ๔ ครั้ง

เมื่อพระรูปต้นแบบดินเหนียวผ่านการพิจารณาแล้ว จึงทำพิมพ์ปูนโดยหล่อพระรูปจากต้นแบบดินเหนียว เป็น ปูนพาสเตอร์จากนั้นจึงตกแต่งให้เรียบร้อยเป็นการจำลองแบบให้สมบูรณ์เพื่อนำส่งโรงหล่อคือ บริษัท คีนนารี จำกัด ซึ่งรับผิดชอบในการนำพระรูปไปถอดพิมม์อีกครั้งหนึ่งการถอดพิมพ์ครั้งนี้ใช้ยางซิลิโคนรับเบอร์ ซึ่งจะ สามารถเก็บรายละเอียดสัดส่วนได้อย่างชัดเจนหลังจากทำพิมพ์แล้วเสร็จจึงหล่อเป็นหุ่นขึ้ผึ้งสีน้ำตาลประกอบ เข้าเป็นพระรูปทั้งพระองค์และตกแต่งขึ้ผึ้งให้สมบูรณ์ ก่อนจะนำเข้าเตาหลอมเพื่อหล่อพระรูปต่อไป

การหล่อพระรูปต้องหล่อแบบแยกชิ้นส่วน โดยหล่อส่วนเศียรเป็นชิ้นแรก ด้วยการเข้าชิลด์ (Shield) จากนั้น จึงหล่อส่วนพระองค์ พระพาหา พระกร และ พระหัตถ์ เมื่อแล้วเสร็จนำแต่ละส่วนมาประกอบกันเป็นพระรูป

สำหรับฉลองพระองค์ อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ ได้กรุณาแนะนำเกี่ยวกับลวดลายฉลองพระองค์อย่างละเอียด ชัดเจน ซึ่งการจัดทำฉลองพระองค์นั้นต้องหล่อขึ้ผึ้งเป็นแผ่นบางๆ แล้วทำลายผ้าเป็นบล๊อก จากนั้นจึงนำลวด ลายแต่ละชึ้นมาติดลงบนฉลองพระองค์พื้นเรียบ เพื่อให้รอยต่อ และรอยพับผ้า เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

การตกแต่งหุ่นขี้ผึ้ง ต้องพิถีพิถัน และ ปรับปรุงแก้ไขส่วนริมพระโอษฐ์ พระพักตร์ พระนาสิก และ พระเนตร จนเป็นที่พอใจ และ ยอมรับของกรรมการทุกฝ่าย จากนั้น จึงเป็นการหล่อเพื่อดึงขึ้ผึ้งออก (Last Wax) ด้วย การเททองเข้าไปแทนที่ ทองที่เทนั้นเป็นทองบรอนซ์(ฺBronze) ประกอบด้วยธาตุหลายชนิดทั้ง ทองแดง ดี บุก สังกะสี ทองเหลือง และทองคำขาว เมื่อทองบรอนซ์กระทบกับอากาศจะเกิดปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่นกับออกซิ เจน กลายเป็นสีเขียว และ เข้มจนเป็นสีน้ำตาล ต่อมา จึงแต่งทองบริเวณผิวพระองค์ และ บริเวณรอยต่อส่วน ของร่องพระนขา ให้เหมือนพระองค์จริง

เมื่อแต่งทองเรียบร้อยจึงทำสีพระรูปด้วยการทำ Plastina คือนำพระรูปมาพ่นทรายเพื่อล้างคราบ ที่ไม่ใช่ เนื้อทองบรอนซ์ออก รวมทั้งทำความสะอาดพระรูป จากนั้นนำสารเคมีล้างสนิมเพื่อเอาธาตุเหล็กออก แล้วใช้ ไฟเผา ทาสารเคมีเพื่อให้สีออกน้ำตาล แล้าเผาอีกครั้งจากนั้นล้างเบาๆ ด้วยน้ำสะอาด ส่วนที่ต้องการเน้น ราย ละเอียดนั้น จะลงสีเข้มเพื่อทำเป็น High Light สำหรับการทำสีภายในองค์พระรูป ซึ่งมีลักษณะกลวง ต้อง นอนพระรูปลงใช้สีดำทาแล้วจึงนำไปเผา ซึ่งต้องทำดังกล่าวถึง ๔ ครั้ง จึงได้พระรูปที่งดงามหลังจากสร้าง พระรูปแล้วเสร็จได้อัญเชิญขึ้นประดิษฐานบนแท่น ต้องสังเกตสีของพระรูปกับเครื่องประกอบพระอิสริยยศ ว่าแตกต่างกันหรือไม่ เพราะ สีองค์พระรูปต้องสว่างกว่าส่วนอื่นๆ ซึ่งจะต้องมีสีเข้ม เพื่อให้ความรู้สึกที่เข้ม แข็ง และสวยงาม

ขั้นตอนสุดท้ายคือการลงWax ยาขัดสีน้ำตาล ด้วยการใช้ผ้าแห้งนุ่มๆ เช็ดส่วนต่างๆ ของพระรูป และใช้ แปรงขนนุ่มแปรงลงบนส่วนต่างๆของพระรูป เพื่อทำความสะอาด และรักษาสภาพของพระรูปให้มีความ งดงาม สง่าคงทนถาวร การสร้างพระรูปนี้ใช้เวลารวมทั้งหมดถึง ๑ ปี ๖ เดือน




มาบัดนี้ความคิดที่ว่าน่าจะมีรูปแม่รำเพยไว้บูชานั้น ได้สำเร็จเป็นผลขึ้นมาแล้ว พระราชานุสาวรีย์ แห่งนี้เป็นเครื่องแสดงถึงความจงรักภักดี และ ความกตัญญู กตเวที ที่ชาวเทพศิรินทร์ทุกคนมีต่อ สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี และ ยังเป็นสิ่งที่แสดงถึงเกียรติยศอันสูงสุดของชาวเทพศิรินทร์

ลงชื่อเข้าใช้

Username
Password
ลืมรหัสผ่าน ?
สมัครสมาชิกเว็บไซต์