มารู้จักสมาคมนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ฯในพระบรมราชูปถัมภ์
คณะกรรมการสมาคมนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ฯ
ประวัติสมาคม
ประวัติโรงเรียน
คติประจำโรงเรียน
คณะกรรมการสมาคมนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ฯ
พลตำรวจเอกศตวรรษ หิรัญบูรณะ
นายกสมาคมฯ
พลตำรวจตรีสมยศ โกเมนธรรมโสภณ
อุปนายก (สมาชิกสัมพันธ์)
นายทนายยอดเพชร ธนธรรมทิศ
อุปนายก (ทรัพย์สิน)
พลเอกธนรัชฏ์ หิรัญบูรณะ
อุปนายก (การศึกษา)
นายบดินทร์ เจียไพบูลย์
อุปนายก (กิจกรรม)
นายศฤงคาร สุทัศน์ชูโต
อุปนายก (หารายได้)
นายภูรี วัฒนศัพท์
อุปนายก(กีฬา)
ศ.ดร.ศุภกรณ์ ดิษฐพันธุ์
เลขาธิการ
นายไตรทศ เตตานนทร์สกุล
รองเลขาธิการ
นายนพดล เปี่ยมกุลวนิช
เหรัญญิก
นายณัฐไวภพ ฐนะพงศ์ภักค์
กรรมการ สังสรรค์บันเทิง
นายธเรศน์ เจียรไพศาลเจริญ
กรรมการ หารายได้
พันตำรวจโทสัมพันธ์ อุดมชัยนิธิยศ
กรรมการ การศึกษา
นายชิตชนก ศรีสว่าง
กรรมการ สารสนเทศ
นายไพโรจน์ ต้นศิริอนุสรณ์
กรรมการ เทคโนโลยีสารสนเทศ
นายสุวิศิษฏ์ เกริกชวลิตกุล
กรรมการ ประชาสัมพันธ์
นายชัชวัสส์ ลีนิล
กรรมการ บรรณกร
นายธีรัถ วรเวทวุฒิกร
กรรมการ นายทะเบียน
นายสมบูรณ์ มหัทธนสวัสดิ์
กรรมการ ทรัพย์สิน
นายชัยนิจ สุขเจริญดี
กรรมการ กีฬา
นายอาริช สุริยันต์
กรรมการ ปฏิคม
นายณัฐพงษ์ จอมบดินทร์
กรรมการ
นายศราวุธ ยงค์พีระกุล
กรรมการ
นายกำพล วิลยาลัย
กรรมการ
นายกำธร วิลยาลัย
กรรมการ
นายเสกสรร ลิมปกานนท์
กรรมการ
นายสุพจน์ หล้าธรรม
กรรมการ
ประวัติสมาคมนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ในพระบรมราชูปถัมภ์
สมาคมนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ของเรามีประวัติศาตร์ที่ยาวนานและน่าสนใจ
ปี 2468 เริ่มก่อตั้งในต่างแดน นักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ กลุ่มหนึ่งที่ได้ไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ จำนวน 58 คน ได้ก่อตั้งสมาคมนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ขึ้น และเริ่มทยอยเดินทางกลับประเทศไทย
ปี 2474 ความปรารถนา ที่จะรวบรวมพวกพ้อง นักเรียนเก่าที่กระจัดกระจายกันอยู่ ให้ได้กลับมาพบเจอกัน จึงมีการประชุม ปรึกษาหาลู่ทาง ทำโครงการขอก่อตั้งสมาคม และจัดทำข้อบังคับโดยครั้งหลังสุดมีสมาชิกมาเข้าร่วม 170 คน ที่วังสวนกุหลาบ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2474
ปี 2478 เนื่องด้วยในขณะนั้นแม้ว่าจะมีการก่อตั้งสมาคมนักเรียนเก่าขึ้นมาแล้วแต่ยังไม่มีสถานที่เป็นหลักแหล่ง จำเป็นต้องมีสโมสร จึงผลักดันให้มีสโมสรสถานของสมาคม
ปี 2475 หลังจากวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ได้นำความกราบบังคมทูล ขอพระราชทานที่ดิน เป็นที่ตั้งของสมาคมนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ ณ. บริเวณติดถนนราชดำริ พระบาทสมเด็จ พระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ได้มีพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้ารับสมาคมนักเรียนเก่าเทพศิรินท์ไว้ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ให้ใช้ที่ดิน และให้เช่า อันเป็นที่ดินของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยสให้คิดค่าเช่าปีละ 1.00 บาท ซึ่งมีเนื้อที่ทั้งหมด 6 ไร่ 24 ตารางวา
ปี 2480 หลังจากนั้นทางสมาคมนักเรียนเก่าได้จัดหาทุนเพื่อทำการสร้างตัวอาคารสโมสร โดยออกใบยืมเงินและไม่คิดดอกเบี้ย จนสามารถก่อสร้างจนเสร็จสิ้นและเปิดฤกษ์มหามงคลในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2480 โดยมีพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแผ่นดินเป็นผู้ทรงเปิดใน พระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
ปี 2486 - 2488 เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา สัมพันธมิตร ได้ทำการทิ้งระเบิดอาคารสมาคมนักเรียนเก่าโดนลูกหลงจึงเสียหายและไม่สามารถใช้งานได้ไปโดยปริยาย
ปี 2506 - 2508 นายสุนทร หงส์ลดารมภ์ เป็นนายกสมาคมได้ร่วมมือกับสมาชิกจัดสร้างอาคารหลังใหม่ขึ้น เมื่อปี 2508 เมื่อเสร็จคณะกรรมการได้กราบบังคมทูลอัญเชิญ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเสด็จเปิดเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2509
ประวัติโรงเรียนเทพศิรินทร์
โรงเรียนเทพศิรินทร์ก่อตั้งมานานกว่าศตวรรษ และมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ทางสมาคมนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ในพระบรมราชูปถัมภ์จึงได้รวบรวมข้อมูลและนำมาสรุป เพื่อให้นักเรียนปัจจุบัน นักเรียนเก่า หรือบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจสามารถเข้ามาศึกษาได้โดยง่าย
ปี 2428 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีปรารภถึงพระราชประสงค์ ในการจะทำนุบำรุงการศึกษาเล่าเรียนให้แพร่หลาย จึงทรงมีพระบรมราชโองการให้ พระเจ้าน้องยาเธอพระองค์เจ้าดิศวรกุมาร (กรมพระยาดำรงราชานุภาพ) ได้ทรงสนองพระบรมราชโองการ จัดตั้งโรงเรียนปริยัติธรรมบาลีขึ้นภายในวัดเทพศิรินทราวาส พระธรรมไตรโลกาจารย์ (เดช ฐานจาโร) เจ้าอาวาสคนที่ 2 แห่งวัดเทพศิรินทราวาส ได้จัดตั้งโรงเรียนสอนปริยัติธรรมบาลีและ โรงเรียนภาษาไทย และในปีเดียวกันเนื่องด้วย และในปีเดียวกันในวันที่ 15 มีนาคม มีการจัดตั้งโรงเรียนสำหรับราษฎรขึ้น โดยมีนักเรียนทั้งสิ้น 53 คน
ปี 2431 โรงเรียนเทพศิรินทร์ส่งนักเรียนสอบไล่ที่หอมิวเซียม ในพระบรมมหาราชวัง ร่วมกับโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ และ โรงเรียนวัดหลวงต่างๆ ซึ่งโรงเรียนเทพศิรินทร์สอบได้เป็นอันดับที่สอง
ปี 2439 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จมาถวายผ้าพระกฐิน ณ. วัดเทพศิรินทราวาส โดยพระองค์ได้เสด็จทอดพระเนตร โรงเรียนภาษาไทย และภาษาบาลีในวัด ทรงพอพระทัยในกิจการของโรงเรียนเป็นอย่างยิ่ง
ปี 2445 ในปี 2404 สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี เสด็จสู่สวรรคต พระองค์ทรงเป็นสมเด็จพระราชชนนีแห่งองค์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ฯ เมื่อทรงพระชันษาขึ้นทรงมีพระราชดำริที่จะก่อสร้างอนุสาวรีย์ เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้นเพื่อสนองพระเดชพระคุณเป็นที่ทรงระลึกถึงพระราชชนนี ประจวบเหมาะกับหม่อมแม้น ภาณุพันธุ์ ณ อยุธยา ชายาของเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ได้ถึงแก่อสัญกรรมลง จึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต สร้างอาคารเรียนขึ้น ในวัดเทพศิรินทราวาส และนามแก่ตึกที่สร้างว่า “ตึกแม้นนฤมิตร”
ปี 2453 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์ที่จะเกื้อหนุนการศึกษาในประเทศสยามให้ก้าวหน้า จึงพระราชทานมรดกจำนวน 80,000 บาท อันเป็นสมบัติของ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าหญิงเยาวมาลย์นฤมลกรมขุนสวรรคโลกลักษณวดี เพื่อจัดสร้างตึกเรียนฝั่งตรงข้ามกับตึกแม้นนฤมิตรแต่เงินจำนวน 80,000 บาทนั้นไม่เป็นที่เพียงพอ แต่มีพระประยูรญาติของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าหญิงเยาวมาลย์นฤมลกรมขุนสวรรคโลกลักษณวดีบริจาคเพิ่มเติมจนสำเร็จ โดยเสร็จสิ้นในปี 2455 องค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานนามตึกหลังนี้ว่า “ตึกเยาวมาลย์อุทิศ”
ปี 2464 นายพลเอกสมเด็จพระเจ้าวรวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ ได้ทรงโปรดเกล้า ให้ก่อสร้างตึก 2 ชั้นที่ข้างตึกเยาวมาลย์อุทิศ เพื่อทรงเป็นการอุทิศพระกุศลถวายแด่ พระอรรคชายาเธอพระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ โดยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ณาณวรเถระ) เจ้าอาวาสองค์ที่ 5 ประทานนามตึกแห่งนี้ว่า “ตึกปิยราชบพิตรปดิวรัดา”
ปี 2466 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมขุนเพชรบูรณ์อินทราชัยทรงประทานทุนทรัพย์จำนวน 4280 บาท เพื่อสร้างโรงพระศึกษาขึ้น โดยสร้างสำเร็จเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2464
ปี 2473 สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าหญิงนิภานพดล จึงทรงบริจาคทุนทรัพย์เพื่อ สร้างอาคารเรียนพระปริยัติธรรมขึ้นเพื่อสนองพระเดชพระคุณแก่องค์สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ผู้ทรงเป็นพระอัยยิกาเจ้า
ปี 2484 สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าหญิงนิภานพดล จึงทรงบริจาคทุนทรัพย์เพื่อ สร้างอาคารเรียนพระปริยัติธรรมขึ้นเพื่อสนองพระเดชพระคุณแก่องค์สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ผู้ทรงเป็นพระอัยยิกาเจ้า
ปี 2489 เมื่ออาคารถูกระเบิดพังเสียหายไม่สามารถใช้ในการเรียนการสอนได้ ทางวัดได้เชิญหม่อมหลวงชูชาติ กำภู ผู้เป็นนักเรียนเก่า ซึ่งขณะนั้นได้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมชลประทาน มาปรึกษาและเห็นพ้องต้องกันว่ายังพอซ่อมแซมได้ในส่วนของตึกเยาวมาลย์อุทิศและตึกปิยราชยพิตรปดิวรัดา จึงมอบให้อธิบดีกรมชลประทาน เป็นผู้อำนวยการจัดซ่อม และภายหลังกระทรวงศึกษาธิการได้งบประมาณในการจัดสร้างตึกแม้นนฤมิตรและ ตึกโชฎิกราชเศรษฐี หลังจากสร้างสำเร็จสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ได้ขนานนามตึกนี้ว่า “ตึกแม้นศึกษาสถาน” และได้ทูลเชิญสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาชัยนาทนเรนทร ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9
ปี 2514 พลเอก กฤษณ์ สีวะรา เป็นนายกสมาคม พร้อมด้วยคณะกรรมการสมาคม และอาจารย์ใหญ่โรงเรียนเทพศิรินทร์ ได้ขออนุญาติต่อเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาสและกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อทำการรื้อถอนตึกเยาวมาลย์อุทิศและตึกปิยราชบพิตร เพื่อสร้างอาคารเรียนขึ้นใหม่ เป็นอาคารสูง 6 ชั้น โดยในวันที่ 24 มกราคม 2515 สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาสิริโสภาพัณณวดี ได้เสด็จมาวางศิลาฤกษ์อาคารหลังนี้ โดยแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2515
ปี 2528 เป็นเวลาที่จะครบ 100 ปีที่องค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาโรงเรียน จึงได้มีการสร้างอาคาร 100 ปี
ไม่ควรเป็นคนรกโลก
"น สิยา โลกวฑฺฒโน - ไม่ควรเป็นคนรกโลก" เป็นคติพจน์ประจำโรงเรียนเทพศิรินทร์ โดยพุทธศาสนสุภาษิตบทนี้พระเดชพระคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ณาณวรเถร) ได้ประสาทให้แก่โรงเรียน เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๔๖๖ ในการออกหนังสือแถลงการศึกษาเทพศิรินทร์ฉบับแรก โดยสมเด็จฯท่านได้แสดงธรรมิกถา ในพิธีรับสมาชิกอนุกาชาดเข้าประจำหน่วย ณ โรงเรียนเทพศิรินทร์ เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๖ โดยได้อธิบายความหมายของพุทธศาสนสุภาษิตบทนี้ว่า
คนเราบางคนเกิดมา รกโลกไม่มีประโยชน์พยายามที่จะทำให้โลกเจริญเลย ทำนองเดียวกันกับรุกขชาติและติณชาติใช้ประโยชน์อะไรมิได้ ก็รกโลกเปล่า เช่นผักชะวา ซึ่งทำให้รัฐบาลเสียเงินทองทีต้องพยายามกำจัด และรกชัฏขวากหนามบางอย่างอันเป็นศัตรูแก่โลกต้องทำลาย ไม่เป็นประโยชน์ มนุษย์ที่ไม่มีเมตตากรุณาคอยแต่จะเบียดเบียนผู้อื่น จัดไว้ว่าเป็นคนรกโลก อย่าเกิดมาเสียเลยดีกว่าเพราะสู้แต่สัตว์บางชนิดก็ไม่ได้ แม้แต่โคกระบือยังมีประโยชน์ในการพาหนะเป็นต้น คนที่เกิดมาเป็นมนุษย์ควรต้องมีความรู้สึกที่จะทำประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน จึงจะนับว่าเป็นมนุษย์ที่ดี สมเด็จพระผู้มีพระภาคเต้าทรงทำพระองค์ให้เป็นตัวอย่าง เมื่อเรานับถือพระองค์แล้ว อย่าเพียงนับถือแต่ในใจ จงพยายามประพฤติตามพระพุทธจรรยา คือมีความเมตตากรุณาเอื้อเฟื้อต่อบุคคลทั่วไป ไม่เห็นแต่ประโยชน์ตนฝ่ายเดียว จงแลเหลียวช่วยสงเคราะห์ผู้อื่นด้วยดังนี้จึงจะเป็นที่น่าสรรเสริญของบัณฑิตชน